การทบทวนการใช้ยาในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาต์ ณ โรงพยาบาลตะกั่วทุ่ง

ผู้แต่ง

  • นวรัตน์ เจตนานนท์ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

คำสำคัญ:

การทบทวนการใช้ยาในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาต์, ปัจจัยทางด้านผู้รับการรักษา, ปัจจัยทางด้านผู้ให้การรักษา

บทคัดย่อ

              วัตถุประสงค์ : เพื่อทบทวนการใช้ยาลดกรดยูริกในเลือดของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาต์ และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาต์ที่ได้รับยาลดกรดยูริกในเลือดใช้ยาจนบรรลุเป้าหมายการรักษา วิธีการวิจัย : เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา แบบย้อนหลัง ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึง 31 กรกฎาคม 2558 จากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก ที่ได้รับการวินิจฉัยรหัสโรค M.10.00 - 10.99 (รหัส ICD 10 เป็นของโรคข้ออักเสบเกาต์) ผลการศึกษา : ผลจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาต์ที่มีข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยยาลดกรดยูริกที่ทำการศึกษาทั้งหมด 151 รายและได้รับยาลดกรดยูริกในเลือดและปรับขนาดยาจนระดับกรดยูริกในเลือดน้อยกว่า 6 มก./ดล. มีจำนวน 5 ราย จาก 36 ราย (ร้อยละ 13.9) และ 7 ราย จาก 52 ราย (ร้อยละ 13.5) ในระยะเวลา 1,2 ปี หลังเริ่มการรักษาตามลำดับ (เกณฑ์ ≥ 60% ในระยะเวลา 1 ปี และ ≥ 80% ในระยะเวลา 2 ปี หลังเริ่มการรักษา) พบผู้ป่วยที่ไม่มีการตรวจหาค่าระดับกรดยูริกในเลือดตลอดการศึกษา จำนวน 7 ราย ส่วนปัจจัยทางด้านผู้รับการรักษา ได้แก่ เพศ, อายุ, ค่าดัชนีมวลกาย, โรคร่วม, ระยะเวลาในการใช้ยาลดกรดยูริก ปัจจัยทางด้านผู้ให้การรักษา ได้แก่ การปรับขนาดยา. การติดตามผลการรักษา,การติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และปัจจัยทางด้านยา ได้แก่ การใช้ยาที่มีผลต่อค่าระดับกรดยูริกในเลือด,อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา และอันตรกิริยาระหว่างกันของยากับการลดลงของค่าระดับกรดยูริกในเลือด ≤ 6 มก./ดล. พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value > 0.05) ผลการวิเคราะห์รวม 2 ปัจจัย ได้แก่ ระยะเวลาการขาดยาเนื่องจากการขาดนัดของผู้ป่วยและระยะเวลาการหยุดยาลดกรดยูริกในเลือดโดยไม่มีข้อห้ามใช้อื่นของแพทย์กับการลดลงของค่าระดับกรดยูริกในเลือด ≤ 6 มก./ดล. พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value > 0.05) สรุป : ประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยาลดกรดยูริกในเลือดของโรงพยาบาลตะกั่วทุ่งไม่ผ่านเกณฑ์ตามตัวชี้วัดการใช้ยาในโรคข้ออักเสบเกาต์ตามโครงการโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล และปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาต์ได้รับยาลดกรดยูริกในเลือดใช้ยาจนบรรลุเป้าหมายการรักษา คือ การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและแพทย์ในการรักษาโรค และมีเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน การติดตามกำกับอย่างต่อเนื่อง

เอกสารอ้างอิง

1. สมชาย เอื้อรัตนวงศ์. โรคเกาต์และโรคหัวใจ. วชิรเวชสาร 2557;58(2):57-64

2. Centers for Disease Control and Prevention. Gout.[online]. [cited 2015 August 12]; [3 screen]. Available from: URL : http://www.cdc.gov/arthritis/
basics/gout.html

3. พรฑิตา ชัยอำนวย. ระบาดวิทยาของโรครูมาติค. มูลนิธิโรคข้อในพระราชูปถัมภ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. [online]. [cited 15 สิงหาคม 2558]; [4 Screens]. Available from: URL: http://www.thaiarthritis.org/people23.php

4. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล. คู่มือการดำเนินงานโครงการโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย;2558

5. สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. คำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ.2558. พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร: สมาคมโรคไต
แห่งประเทศไทย; 2558

6. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน. [online]. 28 มิถุนายน 2555 [cited 15 สิงหาคม 2558]; [3 screen]. Available from: URL : http://www.thaihealth.or.th/Content/20399-ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน.html

7. ปริทรรศ ศิลปกิจ, พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์. แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา แนวปฏิบัติสำหรับสถานพยาบาลปฐมภูมิ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: แผนงานการพัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการรักษาผู้มีปัญหาการบริโภคสุรา แบบบูรณาการ (ผรส.), 2552:17.

8. Cockcroft DW, Gault MH. Prediction of creatinine clearance from serum creatinine. Nephron. 1976;16(1):31-41.

9. สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ พ.ศ. 2555. [online]. [cited 15 สิงหาคม 2558]; [3 Screens]. Available from: URL : http://thairheumatology.org/attchfile/Guideline for Management of Gout.pdf

10. MICROMEDEX SOLUTIONS. Drug-Drug Interactions. [online]. [cited 15 สิงหาคม 2558]; [3 Screens]. Available from: URL : http://www.micromedexsolutions.
com/micromedex2/librarian/ PFDefaultActionId/evidencexpert.ShowDrugInteractionsResults.

11. David S. Tatro. Drug Interaction Facts. Missouri :Wolters Kluwer Health, 2009:39.

12. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. บัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ เล่มที่ 1. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนัก
นโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข; 2552

13. Dinesh Khanna, John D. Fitzgerald, Puja P. Khanna, Sangmee Bae, Manjit K. Singh, Tuhina Neogi, et al. 2012 American College of Rheumatology Guidelines for Management of Gout. Part 1:Systematic Nonpharmacologic and Pharmacologic Therapeutic Approaches to Hyperuricemia. Arthritis Care & Research 2012;64:1431-1446.

14. อดิศักดิ์ ถมอุดทา, ปริญา ถมอุดทา. การประเมินผลระบบการป้องกันอาการข้างเคียงจากยา Allopurinol ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง. วารสารวิชาการสาธารณสุข 2557;27(5):850-859.

15. ศราวุฒิ อู่พุฒินันท์. หลักการใช้ยาในโรคเกาต์ ข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาทอยด์. เภสัชบำบัด 3 [online]. 2552 [cited 3 สิงหาคม 2558]; [113 Screens]. Available
from: URL : www.pharmyaring.com/pic/p_120512111832.pdf

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2016-09-01

รูปแบบการอ้างอิง

เจตนานนท์ น. (2016). การทบทวนการใช้ยาในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาต์ ณ โรงพยาบาลตะกั่วทุ่ง. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 30(3), 115–128. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Reg11MedJ/article/view/178700

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ