ประสิทธิผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานลดโรคหัวใจและหลอดเลือด เครือข่ายสุขภาพจังหวัดชุมพร
คำสำคัญ:
โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวานบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานลดโรคหัวใจและหลอดเลือดทำการศึกษาระหว่างเดือนมกราคม 2558 ถึง เดือนมิถุนายน 2559 โดยศึกษาในผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ที่ประเมินระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD Risk) พบว่ามีความเสี่ยงสูง จำแนกเป็น 3 กลุ่ม
คือ กลุ่มเสี่ยงปานกลาง กลุ่มเสี่ยงสูง และกลุ่มเสี่ยงสูงมาก รวมจำนวน 10,925 ราย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลางและกลุ่มเสี่ยงสูง ให้สุขศึกษา รายกลุ่มและรายบุคคล ด้วยสไลด์และวีดีทัศน์เกี่ยวกับความรู้เรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด และการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และติดตามประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ทุก 6-12 เดือน สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงมาก เข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยการประยุกต์รูปแบบกระบวนการ การยอมรับในการป้องกันโรคร่วมกับ แรงสนับสนุนทางสังคม และกระบวนการกลุ่มเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ประเมินความรู้ ความตั้งใจที่จะปฏิบัติตัว และการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ ด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้ โดยใช้จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด เปรียบเทียบคะแนนความรู้ ความตั้งใจ และการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ก่อนและหลังให้การเข้าร่วมโปรแกรมฯ ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ ด้วยสถิติ Paired simples t-test
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงปานกลาง สามารถดูแลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ มีความเสี่ยงลดลง ร้อยละ 18.2 และกลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงสูง สามารถลดและชะลอโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีความเสี่ยงลดลง ร้อยละ 17.7 สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงมาก พบว่าก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด เท่ากับ 10.5 และ 13.6 มีคะแนนเฉลี่ยของความตั้งใจที่จะปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคโรคหัวใจและหลอดเลือด เท่ากับ 23.3 และ 27.2 มีคะแนนเฉลี่ยของการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด เท่ากับ 49.5 และ 59.1 เมื่อทดสอบความแตกต่างทางสถิติ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความรู้ฯ ความตั้งใจฯ และการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-26.1 -44.5 และ -62.9 ตามลำดับ p<0.01) ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข ควรมีนโยบายในการสนับสนุนการพัฒนางานด้านการควบคุมและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างเป็นระบบ ที่เหมาะสมกับบริบท สามารถลดและชะลออัตราการป่วยและอัตราตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้อย่างมีประสิทธิผล
เอกสารอ้างอิง
2. สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ. รายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ.2554: กรุงเทพมหานคร.สานักงานกิจการโรงพิมพ์สงเคราะห์องค์การทหารผ่านศึก., 2557.
3. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์. จำนวนและอัตราตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี 2554-2558. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข. 2558.
4. สำนักโรคไม่ติดต่อ. จำนวนผู้ป่วยในโรคหัวใจขาดเลือด/โรคเบาหวาน/โรคความดันโลหิตสูง/โรคหลอดเลือดสมอง/โรคหลอดลมอักเสบ/ถุงลมโป่งพอง/และปอดชนิด
อุดกั้นเรื้อรัง/โรคหืด ตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2556. สืบค้นจาก http://www.thaincd.com/good-stories-view.php?id=8434 เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม 2558.
5. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร. รายงานประจำปี 2558. ชุมพร. 2558.
6. Dey, K. P., & Hariharan, S. Integrated approach to healthcare Quality management: A case study. The TQM Magazine, 18 (6); 583-605. 2006.
7. Bloom, B. Taxonomy of Education Objective Handbook I. Cognitive Domain.New York: David Mckay. 1971.
8. ปราณี ลอยหา. ประสิทธิผลของการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำกับตนเอง ร่วมกับการสนับสนุนทาง สังคมเพื่อพัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับ ความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะปกติ ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลบ้านค้อ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2550.
9. กมแพง พันทะวัง. ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและกระบวนการกลุ่ม เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันโรคเอดส์ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่นครหลวงเวียงจันทร์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2553.
10. ชนิดาภา เอี่ยมสะอาด. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและกระบวนการกลุ่มของผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารหนักแผนกผู้ป่วยนอก
โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2550.
11. ใจเพชร พลสงคราม. ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยการใช้กระบวนการกลุ่มร่วมกับแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อการปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของหัวหน้าครอบครัว ศูนย์สุขภาพชุมชนนาข่า-โคกคอน อ?ำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2549.