อุปสรรคในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมาบอำมฤต จังหวัดชุมพร
คำสำคัญ:
อุปสรรค, การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุปสรรคในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และวิธีจัดการกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นของผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับการตรวจรักษาที่คลินิกโรคเบาหวาน แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมาบอำมฤต จังหวัดชุมพร ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 จำนวน 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามอุปสรรคในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและวิธีการจัดการกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นของ จิราพร กันบุญ(1) ตรวจสอบหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยใช้เทคนิคการทดสอบซ้ำ (test-retest method) ได้ค่าความเชื่อมั่นโดยรวมเท่ากับ .90 หาความเชื่อมั่นรายด้านของอุปสรรคด้านการควบคุมอาหารได้เท่ากับ .80 อุปสรรคในการรับประทานยาเท่ากับ .83 และ อุปสรรคในการออกกำลังกายเท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
ผลการศึกษาพบว่า
1. กลุ่มตัวอย่างมีอุปสรรคในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมอยู่ในระดับน้อย (X=17.53, S.D. =9.24) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 98.89 มีอุปสรรคในการควบคุมอาหารอยู่ในระดับน้อย (X=7.33, S.D. =4.30) ร้อยละ 95.56 มีอุปสรรคในการรับประทานยาอยู่ในระดับน้อย (X=4.41, S.D. =2.94) และร้อยละ 94.44 มีอุปสรรคในการออกกำลังกายอยู่ในระดับน้อย (X=5.79, S.D. =3.91)
2. กลุ่มตัวอย่างให้ความคิดเห็นว่าควรมีการจัดการกับอุปสรรคด้านการควบคุมอาหารโดยการจัดการด้วยตนเองคือ การบังคับใจตนเองร้อยละ 30 ให้ความร่วมมือในการควบคุมอาหารร้อยละ 17.78 และหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้อาหารที่มีรสหวานร้อยละ 17.78 การจัดการโดยอาศัยผู้อื่นคือ ควรให้ครอบครัวดูแลการรับประทานอาหารร้อยละ 4.44 และ ครอบครัว
เข้มงวดกับวิธีการทำอาหารร้อยละ 3.33
3. กลุ่มตัวอย่างให้ความคิดเห็นว่าควรมีการจัดการกับอุปสรรคด้านการรับประทานยา โดยการจัดการด้วยตนเองคือ ให้ความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างถูกต้องร้อยละ 25.55 ส่วนการจัดการโดยอาศัยผู้อื่นคือ ให้บุคคลอื่นช่วยเตือนร้อยละ 7.78
4. กลุ่มตัวอย่างให้ความคิดเห็นว่าควรมีการจัดการกับอุปสรรคด้านการออกกำลังกาย โดยการจัดการด้วยตนเองคือ หาวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองร้อยละ 28.89 แบ่งเวลาการออกกำลังกายร้อยละ 21.11 บังคับใจตนเองร้อยละ 16.67 การจัดการโดยอาศัยผู้อื่นคือ ให้แพทย์บอกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมให้ร้อยละ 10 ให้ญาติช่วยกระตุ้นในการไปออกกำลังกายร้อยละ 6.66
เอกสารอ้างอิง
2. นุชรี อาบสุวรรณ และ นิตยา พันธุเวทย์. ประเด็นสารรณรงค์วันเบาหวานโลกปี 2556 (ปีงบประมาณ 2557). กรุงเทพฯ: สำนักโรคไม่ติดต่อ; 2557.
3. สุธาทิพย์ ภัทรกุลวณิชย์. ประเด็นสารรณรงค์วันเบาหวานโลกปี 2555 (ปีงบประมาณ 2556). กรุงเทพฯ:สำนักโรคไม่ติดต่อ; 2556.
4. Changing diabetes. เกี่ยวกับโรคเบาหวาน. URL: http//www.changingdiabetesthailand.com/aboutdiabetes_th.php. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2557.
5. American Diabetes Association. Summary of revision for the 2006 clinical practice recommendations. Diabetes 2006; suppli:s3-s42.
6. Black JM, Matassarin-Jacobs E. Luckmann and Sorensens, Medical-Surgical Nursing : A Psycohphysiologic Approach. 4th ed. Philadel phia: W.B. Saunders; 1993.
7. Kielhofner G. A model of human occupation :Theory and application. 2nd ed. Baltimore : Williams & Wikins; 1995.
8. Polit DF, Hungler BP. Nursing research: Principles and methods. 7th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2004.
9. อภิรดี ปลอดในเมือง. ประสิทธิภาพของโครงการสนับสนุนและให้ความรู้เพื่อปรับปรุงการรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเอง และภาวะการควบคุมโรคในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ควบคุมโรคไม่ได้. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยมหิดล; 2542.
10. Nitiyanant W, Chetthakul T, Sang AKP, Therakiatkumjorn C, Kunsuikmengrai K, & Yeo JP. A survey study on diabetes management and complication
status in primary care setting in Thailand. J Med Assoc Thai 2007; 1:65-71.
11. พรทิพย์ มาลาธรรม, ปิยนันท์ พรหมคง, และ ประคอง อินทรสมบัติ. ปัจจัยทำนายระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2. Rama Nurs J
2010;2:218-237.
12. สุพัตรา สุภาพ. สังคมและวัฒนธรรมไทย: ค่านิยมครอบครัว ศาสนา ประเพณี. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนพานิช; 2543.
13. Bumrungrad International. เบาหวาน (Diabetes).URL: http//www.bumrungrad.com/men-healthcenter/th/Diabetes.aspx. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2557.
14. วิมลรัตน์ จงเจริญ, วันดี คหะวงศ์, อังศุมา อภิชาโต, อรนิช แสงจันทร์, ประภาพร ชูกำเหนิด, กัลป์ยานี บุญสิน, และถนอม ชูงาน. รูปแบบการส่งเสริมการดูแลตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. สงขลานครินทร์เวชสาร 2551;1:71-84.
15. รัชมนภรณ์ เจริญ, น้ำอ้อย ภักดีวงศ์, และ อำภาพร นามวงศ์พรหม. ผลของโปรแกรมพัฒนาความรู้และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมสุขภาพและการควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2. Rama Nurs J 2010;2:279-292.
16. สุภาพร เกื้อสุวรรณ. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมตนเองและครอบครัวของผู้มารับบริการที่โรงพยาบาลศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง. กรุงเทพฯ :มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; 2546.
17. Fitzpatrick SE, Reddy S, Lommel TS, Fischer JG, Speer EM, Stephens H, et al. Physical activity and physical function improved following a community-
based intervention in older adults in Gorgia senior centers. Journal of Nutrition for the Elderly 2008;1-2:135-154.