การศึกษาและติดตามการใช้ยาของผู้ติดเชื้อเอช ไอ วี ในโรงพยาบาลมาบอำมฤต
คำสำคัญ:
ความร่วมมือในการรักษา, ยาต้านไวรัส, ผู้ติดเชื้อเอชไอวีบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการให้คำปรึกษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มารับยาต้านไวรัส และศึกษาการรับรู้เรื่องโรค การใช้ยาและการปฏิบัติตัว รวมถึงหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ ระยะเวลาได้รับยา ระดับ CD4 ระดับ viral load จำนวนยาที่รับประทาน
ต่อวัน ประวัติดื้อยา ประวัติการเป็นโรคฉวยโอกาส การรับรู้เรื่องโรคและการใช้ยา กับความร่วมมือในการรักษาการปฏิบัติตัว โดยเก็บข้อมูล ผลการให้คำปรึกษาด้านยาจากเวชระเบียน และแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย ที่มารับยาต้านไวรัสเอชไอวี ในปี งบประมาณ 2557 จำนวน 59 คน และใช้แบบสอบถามในการศึกษาการรับรู้เรื่องโรคและยา การปฏิบัติตัวของผู้ติดเชื้อ
เอชไอวีที่มารับยาในช่วงระยะเวลา ตุลาคม-ธันวาคม 2557 โดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติไค-สแควร์ ค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์สเปียร์แมน ในการหาความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษา
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ติดเชื้อรับยาที่คลินิกรวม 59 ราย เป็นรายเก่า 52 ราย รายใหม่ 7 ราย มีอายุเฉลี่ย 41.31ปี (17- 67 ปี) รับประทานยาเฉลี่ย 5.25 ปี(0.08-10 ปี) มีระดับ CD4 เฉลี่ย 432.1 cells/mm3 (39-1084 cells/mm3 ) คิดเป็นร้อยละเฉลี่ย 18.75% (1.36-40.79%) พบว่าผู้ติดเชื้อมีระดับ viral load > 40 copies/ml มีจำนวน 3 ราย ซึ่งอยู่ระหว่าง
การติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนปัญหาการใช้ยาที่พบ คือ ลืมกินยา/กินช้า ขาดยา เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา เป็นต้น ระดับความร่วมมือในการรักษาเฉลี่ย ระหว่างวิธี visual analogue scale กับวิธีสอบถามจำนวนเม็ดยาที่เหลือ เท่ากับ 93.85%ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนไขมันในเลือดสูงและเบาหวานจำนวน 16 ราย (30.77%) และมีความพึงพอใจด้านการให้ข้อมูลและ
คำแนะนำด้านยา 87.87% ส่วนผลศึกษาด้านการรับรู้ พบว่าการรับรู้เรื่องโรคของผู้ติดเชื้อมีการรับรู้ อยู่ในระดับสูง(ค่าเฉลี่ย =3.09, SD=0.25) ส่วนการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยาพบว่าอยู่ในระดับสูงเช่นกัน (ค่าเฉลี่ย = 3.09, SD=0.22) และการปฎิบัติตัวพบว่าปฏิบัติตัวอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย=3.63, SD=0.16) อีกทั้งพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้าน ระยะเวลาได้รับยา จำนวนยาที่รับประทานต่อวัน ประวัติการดื้อยา มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษาเฉลี่ย และปัจจัยส่วนบุคคลด้าน สถานภาพสมรส อาชีพ มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ดังนั้น การบริบาลทางเภสัชกรรม โดยการส่งเสริมการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ การค้นหาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานยาควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีภูมิคุ้มกันโรคที่ดี สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขต่อไป
เอกสารอ้างอิง
2. รัชฏาพร วิสัย, รินดาวรรณ พันธุ์เขียน, ภิรุณ มุตสิกพันธ์, เชิดชัย สุนทรภาส. การบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยนอกที่ติดเชื้อเอชไอวี ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์. JIPS 2549; 2: 66-75.
3. องค์อร ประจันเขตต์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ณ แผนกโรคติดเชื้อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. เวชสารแพทย์ทหารบก 2555; 2: 95-102.
4. กรณิการ์ วีระกูล. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ในโครงการยาต้านไวรัสเอดส์ โรงพยาบาลทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร. วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2554.
5. เกตุนภา พรมน้อย. ความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ กรณีศึกษาโรงพยาบาลกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย. วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยนเรศวร. 2552.
6. ปวีณา ชื่นจิตร. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ใน จ.ราชบุรี. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหิดล. 2548.
7. ทรัพย์ทวี สิงห์หา. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ เจตคติเกี่ยวกับการรักษากับพฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ เอดส์ในโครงการยาต้านไวรัสเอดส์ โรงพยาบาลตากฟ้า อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์. วารสารองค์การเภสัชกรรม 2557; 3: 3-7.
8. ทองดี ยนจอหอ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถาบันบำราศนราดูร. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2548.
9. เพลินจันทร์ เชษฐ์โชติศักดิ์และสุวนีย์ สูญพันธ์. Adherence. [Online] 2549 [เข้าถึงเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2557]: เข้าถึงได้จากhttp://med.md.kku.ac.th/mdbtemplate/mytemplate/template.php?component=view_article&qid=234