ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่มารับบริการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
คำสำคัญ:
พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงบทคัดย่อ
งานวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 242 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่พัฒนามาจากจินดา ม่วงแก่น (2551)ประกอบด้วย 1) ข้อมูลส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ แหล่งของรายได้ รายได้ บ้านที่พักอาศัย ผู้ดูแล ระยะเวลาการเจ็บป่วย และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น 2) ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง และ3) พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หาคุณภาพของเครื่องมือวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญพิจารณาให้คะแนนความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์จากนั้นหาความเที่ยงของเครื่องมือด้วยค่าคูเดอร์ริชาร์ดสันได้เท่ากับ 0.66 สัมประสิทธิ์แอลฟ่ามีค่าเท่ากับ 0.71 นำแบบสอบถามไปเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบไคสแควร์และสถิติความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน พบว่า ระดับการศึกษา รายได้ และภาวะแทรกซ้อน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มารับบริการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เพศสถานภาพสมรส ผู้ดูแล และความรู้มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มารับบริการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
เอกสารอ้างอิง
2. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2556). ข้อมูลสถิติ. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2555,ออนไลน์: http://bps.ops.moph.go.th/.
3. Black Henry, Richard, and William J, Elliott. (2007). Hypertension: A Companion to Brannwald’s Heart Disease. Canada: Sauder, and imprint of Elsvier
Inc,
4. ธวัชชัย ภาสุรกุล.(2552). รู้จักเลี่ยงไม่เสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556,จาก URL: http:// www.vcharkarn.com/vblog/62788.
5. World Health Organization. (1983). “Primary Prevention of Essential Hypertension”. World Health Organization Technical Report,
6. Hickey, J. V. (2003). The Clinical Practice of Neurological and Neurosurgical Nursing (5th ed.). Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins.
7. Joint National Committee. (2003). The seventh report of the joint national committee on prevention,detection, evaluation and treatment of high blood pressure (JNC VII). Hypertension, 42(6), 2106-2152.
8. สรัญญา พิจารณ์.(2547). การสนับสนุนจากพยาบาลและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้สูงอายุ, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
9. Clark, L.T. (1991). Improving compliance and increasing control of hypertension: needs of special hypertensive populations. American Heart Journal,121(2), 664-6698.
10. ภัสราวลัย ศีติสาร อรุณวรรณ สุวรรณรัตน์ และ จารุวรรณ ใจลังกา. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้โรงพยาบาลดอกคำใต้ อำเภอดอกค?ำใต้ จังหวัดพะเยา. วารสารสาธารณสุขล้านนา,9(2) (พ.ค. – ส.ค.); 2556.
11. จินดา ม่วงแก่น. (2551). ปัจจัยผู้ป่วยและปัจจัยครอบครัวที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง.วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัว, คณะพยาบาลศาสตร์, มหาวิทยาลัยนเรศวร.
12. วรรณวิสา รอดกล่อม และคณะ. (2555). การสนับสนุนทางสังคมและความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุที่มารับบริการของโรงพยาบาลพรหมพิรามจังหวัดพิษณุโลก.วารสารการพยาบาลและสุขภาพ, 6(2) (พ.ย. –ส.ค.); 2557.
13. นงเยาว์ ใบยา. (2554). ปัจจัยผู้ป่วยและปัจจัยครอบครัวที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง.วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัว, คณะพยาบาลศาสตร์,มหาวิทยาลัยบูรพา.
14. วิริยา สุขวงศ์, ธนพร วรรณกูล, และชลิดา โสภิตภักดีพงษ์. (2554). ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง. รายงานวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.
15.สุรีรัตน์ กุลเฉลิม. (2554). ปัจจัยผู้ป่วยและปัจจัยครอบครัวที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผ้ปู ่วยโรคความดันโลหิตสูง. วิทยานิพนธ์วทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกการพยาบาลสาธารณสุข,บัณฑิตมหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล.
16.Wright, L. M., & Leahey, M. (2009). Nursing and Families: A Guide to Family Assessment and Intervention. Philadelphia: F.A. Davis.
17.Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The Exercise of Control. New York: W.H. Freeman.
18. สุกัญญา คุขุนทด. (2552). ผลของโปรแกรมสุขศึกษาแก่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในโรงพยาบาลด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการส่งเสริมสุขภาพ, มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา.
19. สุธีรา ฮุ่นตระกูล และ วิไลพรรณ สมบุญตนนท์. (2555). การพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน.วารสารพยาบาลทหารบก,13(3) (ก.ย. - ธ.ค.); 2555.
20. ภัสราวลัย ศีติสาร อรุณวรรณ สุวรรณรัตน์ และจารุวรรณ ใจลังกา.ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้โรงพยาบาลดอกคำใต้อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา. วารสารสาธารณสุขล้านนา,9(2) (พ.ค. – ส.ค.); 2556.
21. เนาวรัตน์ จันทานนท์ บุษราคัม สิงห์ชัย และวิวัฒน์วรวงษ์. (2011). พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในอำเภอเมืองจังหวัดชุมพร.สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558,ออนไลน์ http://www.resjournal.kku.ac.th/abstract/16_6_749.pdf
22. National Heart, Lung, & Blood Institute.(2006c). Treatment of high blood pressure. Retrieved Dec.16, 2006, fromhttp://www.nhlbi.nih.gov/hbp/treat/treat.htm.