ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และทักษะในการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาล โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
คำสำคัญ:
ความรู้และทักษะ, การช่วยฟื้นคืนชีพ, พยาบาลบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความรู้ ทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาล และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์การอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพ หอผู้ป่วยที่ปฏิบัติงาน และประสบการณ์การช่วยฟื้นคืนชีพความรู้การช่วยฟื้นคืนชีพกับทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานใน หอผู้ป่วย โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 317 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดความรู้การช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาล และ 3) แบบวัดทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย และหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและไค-สแคว์
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพมากที่สุด ร้อยละ 94.3 เรื่อง หากต้องการให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอ การช่วยฟื้นคืนชีพต้องทำภายใน 4 นาที มีระดับของทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ ตามหลักการ ACBD ดังนี้ ด้าน Assess สามารถปฏิบัติได้ในระดับดี (ค่าเฉลี่ยคะแนน = 3.62 ± 0.045 S.D.) ด้าน Circulation and Compression สามารถปฏิบัติได้ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยคะแนน = 3.53 ± 0.027 S.D.) ด้าน Airway and Breathing สามารถปฏิบัติได้ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยคะแนน = 3.50 ± 1.000 S.D.) และด้าน Defibrillation สามารถปฏิบัติได้ในระดับควรปรับปรุง (ค่าเฉลี่ยคะแนน = 3.00 ± 0.160 S.D.) การหาความสัมพันธ์ของปัจจัย พบว่า ปัจจัยด้านอายุ ประสบการณ์ทำงาน ประสบการณ์การช่วยฟื้นคืนชีพ และความรู้ด้านการฟื้นคืนชีพมีความสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำกับทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถติที่ระดับ 0.05 (r = 129 , p-value =
0.022, r = 0.129 , p-value = 0.021, r = 0.124 , p-value = 0.036, r = 0.145 , p-value = 0.010 ตามลำดับ)
ดังนั้น ควรมีการส่งเสริมการฟื้นฟูความรู้และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงแก่พยาบาลทุกคนในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาลให้มีคุณภาพมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
the American Heart Association. Circulation;2013; 127 : e6-e245.
2. อุรา แสงเงิน. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และทักษะในการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์.วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์ 2555;32(1):1-10
3. Kim, E. J., Lee, K. R., Lee, M. H., & Kim,J. Y. Nurses’ cardiopulmonary resus citation performance during the first 5 minutes in in-situ simulated cardiac arrest. Journal of Korean Academy of Nursing 2012;42 : 361-368.
4. พลพันธ์ บุญมาก, สุหัทยา บุญมาก, สมยงค์ ศรีชัยปัญหา และสุเจตนา ภูมิสวาสด. ความรู้และทักษะภายหลังการฝึกอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงระยะสั้น. Journal of the Medical Association of Thailand 2548; 87: 1311-1314.
5. บุษบา ประสารอธิคม. พัฒนารูปแบบการอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงสำหรับพยาบาลวิชาชีพงานผู้ป่วยหนักโรงพยาบาลอุดรธานี. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2560;
29 : 128 – 140.
6. กาญจนา วุฒิเจริญกิจ. ประสบการณ์การช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาลประจำการแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี;2547.
7. American Heart Association Guidelines Update for Cardiopulmonary Resuscitation and Emergency Cardiovascular Care 2015.Circulation. 2015;132:S313-S314
8. ศิริอร สินธุ, รวมพร คงกำเนิด และ กุลระวี วิวัฒนชีวิน. การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินของพยาบาลวิชาชีพ. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา; 2557
9. สุภามาศ ผาติประจักษ์. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ การรับรู้สมรรถนะของตนเองในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และความสามารถในการกดหน้าอก ในนักศึกษาพยาบาลระดับ
ปริญญาตรี. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์ 2558; 35 : 119 – 140.