การปนเปื้อนจุลชีพในชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจในแผนกกุมารเวชกรรม

ผู้แต่ง

  • วรรทนา สกลวิรัตน์ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
  • ทัศรียา เบญจพรกุลนิจ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
  • อรุณ ดวงประสพสุข โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

คำสำคัญ:

การปนเปื้อนเชื้อจุลชีพ, ชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจ

บทคัดย่อ

              ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นสาเหตุการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งคำแนะนำจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกาคือไม่ควรเปลี่ยนชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจบ่อยกว่าทุก 48 ชั่วโมง ยกเว้นสกปรกหรือชำรุด การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้าชนิด Interrupted time design เพื่อศึกษาการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพภายในชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจหลังการใช้กับผู้ป่วยที่ระยะเวลา 7, 10 และ 14 วัน และศึกษาโอกาสเชื้อจุลชีพปนเปื้อนภายในชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจหลังการใช้งานในแต่ละวัน
              วิธีการศึกษา โดยเก็บสิ่งส่งตรวจจากชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจของผู้ป่วยเด็กที่รับไว้รักษาในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติเด็กแรกเกิด (NICU) และหอผู้ป่วย PICU โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จำนวน 25 ราย รวมทั้งสิ้น 144 ตัวอย่าง แบ่งเป็นช่วงเวลาช่วงละ 48 ตัวอย่าง รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม 2558 – มีนาคม พ.ศ. 2559 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบบันทึกผลการตรวจเพาะเชื้อจากชุดอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ และชุดอุปกรณ์เก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อเพาะเชื้อจากชุดอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบความแตกต่างของการตรวจพบเชื้อภายในชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจหลังการใช้งาน ณ วันที่ 7, 10 และ 14 ด้วยสถิติ Chi squire test ของ Wald’s test ภายใต้สมการ Marginal Model และวิเคราะห์โอกาสปนเปื้อนภายในชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจหลังการใช้งานแต่ละวันจากสมการ Margins Model for Exponentiated linear prediction
              ผลการศึกษา พบว่า นํ้าที่เก็บภายใน water trap หลังการใช้งานที่ 7, 10 และ 14 วัน มีการปนเปื้อนเท่ากับร้อยละ 14.45, 18.70 และ 25.00 ตามลำดับ โดยมีโอกาสพบการปนเปื้อนมากขึ้น 1.17 เท่า ทุกๆ 1 วัน ที่มีการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI 1.07-1.2, P-value< 0.001) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการปนเปื้อนในชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจเป็นรายคู่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเชื้อจุลชีพที่ตรวจพบส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่มักปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมซึ่งไม่สอดคล้องกับเชื้อที่พบในทางเดินหายใจของ
ผู้ป่วย
             สรุปผลการศึกษาการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพภายในชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจหลังการใช้กับผู้ป่วยที่ระยะเวลา 7, 10 และ 14 วัน มีโอกาสพบการปนเปื้อนเชื้อเพิ่มสูงขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจโดยส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม

เอกสารอ้างอิง

Rosenthal VD, et al. Impact of International Nosocomial Infection Control Consortium (INICC) strategy on central line-associated bloodstream infection rates in the intensive care units of 15 developing countries. Infection Control Hospital Epidemiology. 2010; 31(12): 1264-1272.

งานควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. รายงานผลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล, 2555.

งานควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. รายงานผลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล, 2556.

งานควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. รายงานผลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล, 2557.

Mayhall, C. G. Hospital epidemiology and infection control (2nd ed.). USA: Williams &Wilkins, 1999.

Tablan, O. C., Anderson, L. J., Besser, R., Bridges, C.&Hajjeh, R. Guidelines for Preventing Health-Care--Associated Pneumonia, [online].2003. [cited 2017
June 15]. Available from https://www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/rr5303a1.htm

Dean, H., Edward, B., David, R., Robert, M. K. Weekly ventilator circuit change. Anesthesiology, 1995; 82(4):903-911.

Long, M. N., Wickstrom, G., Grimes, A., Benton, C. F., Belcher, B., Stamm, A. M. Prospective randomized study of ventilator-associated pneumonia in patients with versus three ventilator circuit changes per week. Infection Control and Hospital Epidemiology, 1996; 17(1): 14-9.

วันดี ละอองทิพรส, พวงทอง ศิริพานิช, สุวรรณา ศรยิ่งไกล, เยาวลักษณ์ จุฑารัตน์และเชิดชัย นพมณี จำรัสเลิศ. ศึกษาเปรียบเทียบผลของการเปลี่ยนชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจทุก3 วันกับทุก 7 วันต่ออุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจและค่าใช้จ่าย ในหออภิบาลการหายใจอายุรกรรม โรงพยาบาลศิริราช.วารสารพยาบาลศิริราช 2552; 3(1): 15-24.

อัมพาภรณ์เตชธนางกูร, พรรณิภา สืบสุข,พวงทอง ศิริพานิช และสุรีย์ สมประดีกุล. ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจและการเปลี่ยนชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ. เอกสารประกอบการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากงานประจำสู่งานวิจัย R2R: เพิ่มคุณค่าพัฒนาคนพัฒนาบริการ ครั้งที่ 2, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข, 2552.

Larson, E. L., Hughes, C. A. N., Pyrek, J. D., Sparks, S. M., Cagatay, E. U., &Barkus, J. M. Changes in bacterial flora associated with skin damage on hand of health care personel. American Journal of Infection Control, 1998;26(5): 513-521.

Bingham. J., et al.Health care worker hand contamination at critical moments in outpatient care settings. American Journal of Infection Control, 2016; 14(11): 1198-1202.

Senthil, S., Hegde, A., Kulkarni, V., &Radhakrishna, M. Bacterial contamination of hands of medical interns and undergraduate students. Asian Journal of Pharmaceutical and Clinical Research, 2017; 10(12): 145-149.

ภัทรชัย กีรติสิน. Staphylococcus, Bacillus. ใน วิทยาแบคทีเรียทางการแพทย์. พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ : หจก. วี.เจ. พริ้นติ้ง, 2551.

งานควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. รายงานผลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล, 2559.

งานควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. รายงานผลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล, 2560.

Alan, M. S. Ventilator-associated pneumonia and frequency of circuit changes.American Journal of Infection Control, 1998; 26(1): 71-73.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-07-01

รูปแบบการอ้างอิง

สกลวิรัตน์ ว., เบญจพรกุลนิจ ท., & ดวงประสพสุข อ. (2019). การปนเปื้อนจุลชีพในชุดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจในแผนกกุมารเวชกรรม. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 33(3), 495–506. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Reg11MedJ/article/view/216822

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ