พัฒนาคุณภาพบริการทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลตะกั่วป่า
คำสำคัญ:
การตรวจประเมินธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง, กิจกรรมไม่เพิ่มคุณค่า, ความสูญเปล่า 8 ประการ, แนวคิดลีนบทคัดย่อ
ที่มา: บทความวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาคุณภาพบริการทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์โรงพยาบาลตะกั่วป่า เนื่องจากปัญหาการให้บริการตรวจประเมินธาลัสซีเมียใช้เวลานาน
วัตถุประสงค์: เพื่อลดขั้นตอนการให้บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อคัดกรองและยืนยันธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ โดยใช้แนวคิดลีน
วิธีการศึกษา: การศึกษานี้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล การนำเครื่องมือลีนมาวิเคราะห์ข้อมูล และออกแบบพัฒนาคุณภาพการให้บริการตรวจประเมินธาลัสซีเมียในรูปแบบใหม่
ผลการศึกษา: การให้บริการตรวจประเมินธาลัสซีเมียทางห้องปฏิบัติการ มีกระบวนการ 3 ขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 10,440 นาที เมื่อนำแนวคิดลีนมาวิเคราะห์หาความสูญเปล่า พบว่า ในขั้นตอนการตรวจธาลัสซีเมียและตรวจยืนยันใช้ระยะเวลาในการรอคอยผลตรวจ โดยเฉลี่ยนานถึง 10,080 และ 20,160 นาที ตามลำดับ และในกระบวนการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันมีขั้นตอนที่เกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นภายหลังการออกแบบพัฒนากระบวนการให้บริการ สามารถปรับลดขั้นตอนย่อยจาก 9 ขั้นตอน เหลือ 7 ขั้นตอน และลดระยะเวลารอคอยในการให้บริการ จาก 21 วัน 18 ชั่วโมง เหลือ 11 วัน 1 ชั่วโมง โดยขั้นตอนที่มีการปรับเปลี่ยนและสามารถลดระยะเวลา ได้แก่ 1) ขั้นตอนการตรวจคัดกรอง ลดการรอตรวจ โดยเพิ่มศักยภาพการตรวจประเมินให้เจ้าหน้าที่ทางห้องปฏิบัติการตรวจได้ทันที ลดเวลาจาก 18 ชั่วโมง เหลือ 1 ชั่วโมง 2) ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยธาลัสซีเมีย เพิ่มรอบการส่งตรวจจาก 1 รอบเป็น 3 รอบ/สัปดาห์ ลดเวลารอคอยจาก 7 วัน เหลือ 4 วัน 3) ขั้นตอนการตรวจยืนยัน ปรับการดูผลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออนไลน์ แทนเอกสารรายงานผล ลดเวลารอคอยจาก 14 วัน เหลือ 7 วัน
สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการให้บริการทางห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลตะกั่วป่า มีความสะดวกและรวดเร็วขึ้นในการดำเนินงาน
เอกสารอ้างอิง
เครือข่ายห้องปฏิบัติการธาลัสซีเมีย. แนวทางปฏิบัติในการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมีย. นนทบุรี: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข; 2559.
Kemmis S, McTaggart R. The Action Research Planer. 3rd ed. Victoria: Deakin University; 1988.
Kock N. Compensatory Adaptation to a Lean Medium: An Action Research Investigation of Electronic Communication in Process Improvement Groups. IEEE Transactions On Professional Communication; 2001. 44.
Graban, M. LEAN HOSPITALS. New York: CRC Press Taylor & Francis Group; 2008.
วิทยา สุหฤทดำรง. LEAN HOSPITALS ปรับปรุงคุณภาพ ความปลอดภัยผู้ป่วยและความพึงพอใจของพนักงาน. กรุงเทพฯ: อี.ไอ.สแควร์; 2556.
ประดิษฐ์ วงศ์มณีรุ่ง, สมเจตน์ เพิ่มพูนธัญญะ, พรเทพ เหลือทรัพย์สุข, นภดล อิ่มเอม. 1-2-3 ก้าวสู่ลีน LEAN IN ACTION. กรุงเทพฯ: สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี; 2552.
วิทยา สุหฤทดำรง, ยุพา กลอนกลาง. แนวคิดแบบลีน: LEAN THINKING. กรุงเทพฯ: อี.ไอ.สแควร์; 2550.
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร. ลีนอย่างไรสร้างกำไรให้องค์กร. กรุงเทพฯ: สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี; 2552.
ขวัญชนก อารีย์วงศ์. การศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการให้บริการเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรโดยใช้วิธี Lean Production [อินเทอร์เน็ต]. 2553 [เข้าถึงเมื่อ 28 ส.ค. 2563]. เข้าถึงได้จาก:http://www.bec.nu.ac.th/becweb/graduate/Article/MBA-53.pdf.
ธนิตา ฉิมวงษ์, จิราพร นิลสุ, นภาพร วาณิชย์กุล. การประยุกต์ใช้หลักการของลีนเพื่อพัฒนา คุณภาพการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลระยอง. วารสารพยาบาลกระทรวง สาธารณสุข. 2557;24:121-35.
วัชนาภา ชาติมนตรี, บุญใจ ศรีสถิตนรากูร. การใช้แนวคิดลีนในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลกรณีศึกษา โรงพยาบาลตติยภูมิ. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2556;25:53 - 64