ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคผิวหนังอักเสบชนิดแพ้สัมผัสในผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่คลินิกผิวหนัง โรงพยาบาลพังงา
คำสำคัญ:
โรคผิวหนังอักเสบชนิดแพ้สัมผัสบทคัดย่อ
บทคัดย่อ
ที่มา: โรคผิวหนังอักเสบเป็นโรคที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมาก เป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับ 1 ของคลินิกผิวหนังโรงพยาบาลพังงา
วัตถุประสงค์: เพื่อเป็นการติดตามประเมินการให้การดูแลผู้ป่วยผิวหนังจึงทำการวิจัยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคผิวหนังอักเสบชนิดแพ้สัมผัส (allergic contact dermatitis) ในผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่คลินิกผิวหนัง โรงพยาบาลพังงา
วิธีการศึกษา: การวิจัยย้อนหลังในผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบชนิดแพ้สัมผัสที่มารับการรักษาที่คลินิกผิวหนัง โรงพยาบาลพังงา ในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2562 จำนวน 181 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบไคสแควร์
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบชนิดแพ้สัมผัส พบว่าส่วนใหญ่มีอาการผื่นแดง คัน บริเวณลำตัว อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน มักมีการกลับเป็นซ้ำ โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของโรคผิวหนังอักเสบชนิดแพ้สัมผัส คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ โรค และปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ประวัติการสัมผัสสารเคมี/สารก่อภูมิแพ้/เชื้อโรค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการหายของโรคผิวหนังอักเสบชนิดแพ้สัมผัส คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ และโรคประจำตัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
สรุป: การรักษาโรคผิวหนังอักเสบชนิดแพ้สัมผัส ป้องกันการกลับเป็นซ้ำและลดระยะเวลาการหายของโรคจึงควรดำเนินการควบคุมปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการรักษาด้วยยาไปด้วย
เอกสารอ้างอิง
สถาบันโรคผิวหนัง. รายงานประจำปี 2561. เอกสารอัดสำเนา
ประณีต สัจจเจริญพงษ์. โรคผิวหนังจากการทำงาน. ใน: อดุลย์ บัณฑุกุล, บรรณาธิการ. ตำรา อาชีวเวชศาสตร์ (Textbook of occupational medicine). กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข; 2554. หน้า 667-89.
Mollerup A, Veien NK, Johansen JD. An analysis of gender differences in patients with hand eczema–everyday exposures, severity, and consequences. Contact dermatitis. 2014;71(1):21-30.
Vester L, Thyssen JP, Menné T, Johansen JD. Consequences of occupational food-related hand dermatoses with a focus on protein contact dermatitis. Contact dermatitis. 2012;67(6):328-33.
Jacob SE, Brankov N, Kerr A. Diagnosis and management of allergic contact dermatitis in children: common allergens that can be easily missed. Current Opinion in Pediatrics. 2017;29(4):443-7.
Gawkrodger DJ, Lloyd MH, Hunter JA. Occupational skin disease in hospital cleaning and kitchen workers. Contact dermatitis. 1986;15(3):132-5.
Luebberding S, Krueger N, Kerscher M. Age‐related changes in skin barrier function–quantitative evaluation of 150 female subjects. International journal of cosmetic science. 2013;35(2):183-90.
Heede N, Thyssen J, Thuesen B, Linneberg A, Johansen J. Predictive factors of self‐reported hand eczema in adult Danes: a population‐based cohort study with 5‐year follow‐up. British Journal of Dermatology. 2016;175(2):287-95.
ภาควิชาจิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, 2563. เอกสารอัดสำเนา.
งานเวชระเบียนโรงพยาบาลพังงา, 2563. เอกสารอัดสำเนา
วิภาสิริ สายพิรุณทอง. ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังอักเสบบริเวณมือของคนงาน โรงงานเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกในจังหวัดราชบุรี [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2557
Belsito DV. Occupational contact dermatitis: etiology, prevalence, and resultant impairment/disability. Journal of the American Academy of Dermatology. 2005;53(2):303-13.
Goh C. Prevalence of contact allergy by sex, race and age. Contact Dermatitis. 1986;14(4):237-40.
Farage MA, Miller KW, Berardesca E, Maibach HI. Clinical implications of aging skin. American journal of clinical dermatology. 2009;10(2):73-86.
กิตติพล ไพรสุทธิรัตน, สุนทร ศุภพงษ์, ประณีต สัจจเจริญพงษ์. ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังอักเสบบริเวณมือในผู้ประกอบอาหาร โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์และโรงพยาบาลศูนย์ภาคกลาง. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย. 2560;7(2):148-159.
Bauer A, Bartsch R, Hersmann C, Stadeler M, Kelterer D, Schneider W, et al. Occupational hand dermatitis in food industry apprentices: results of a 3-year follow-up cohort study. International archives of occupational and environmental health. 2001;74(6):437-42.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2021 วารสารวิชาการแพทย์เขต 11

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.