การพัฒนาระบบช่องทางด่วน เพื่อลดระยะเวลาในการส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี
คำสำคัญ:
การให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ, ระยะเวลาในการส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง, โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันบทคัดย่อ
ที่มา: ในปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน (acute ischemic stroke) ที่มีอาการน้อยกว่า 4.5 ชั่วโมง มีการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด recombinant tissue plasminogen activator (rtPA) แต่ก่อนที่จะได้รับยา rtPA ผู้ป่วยต้องส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองก่อนทุกราย จากปัญหาที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พบว่า ระยะเวลาในการส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง >25 นาที อ้างอิงตามเกณฑ์สมาคมโรคหัวใจอเมริกา
วัตถุประสงค์: การตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบช่องทางด่วน เพื่อลดระยะเวลาในการส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีอาการภายใน 4.5 ชั่วโมง ที่มารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
วิธีการศึกษา: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาระบบช่องทางด่วนใหม่ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบที่มีอาการภายใน 4.5 ชั่วโมง เก็บข้อมูลในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2560 โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาปัจจัยพื้นฐาน ปัญหา และประสิทธิภาพของการทำงานระบบเดิม ระยะที่ 2 การพัฒนาและการแก้ไขระบบการทำงานของระบบเดิม โดยใช้วงจรวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis and McTaggart และระยะที่ 3 เป็นการประเมินผลของระบบใหม่ (ช่องทางด่วน) นำข้อมูลมาเปรียบเทียบด้วยตัวชี้วัดระยะเวลาที่ส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ผลการรักษา และภาวะแทรกซ้อน
ผลการศึกษา: จากระบบเดิมในปี พ.ศ. 2560 ค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่ส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง คือ 83.62±26.97 นาที หลังจากพัฒนาระบบช่องทางด่วนใหม่ในปี พ.ศ. 2562 ค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่ส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเหลือ 24.81±11.97 นาที โดยที่ p-value<0.001
สรุป: จากการพัฒนาระบบช่องทางด่วนใหม่ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน สามารถลดระยะเวลาในการส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
คำสำคัญ: การให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ระยะเวลาในการส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน
เอกสารอ้างอิง
The National Institute of Neurological Disorders and Stroke rt-PA Stroke Study Group. Tissue plasminogen activator for acute ischemic stroke. New England Journal of Medicine. 1995;333(24):1581-8.
คณะทำงานจัดทำรายงานประจำปี สำนักโรคไม่ติดต่อ. รายงานประจำปีสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 2560. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์, 2560.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. รายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ. 2557. นนทบุรี: เดอะ กราฟิโก ซิสเต็มส์ จำกัด, 2560
Hacke W, Kaste M, Bluhmki E, Brozman M, Dávalos A, Guidetti D, et al. Thrombolysis with alteplase 3 to 4.5 hours after acute ischemic stroke. New England journal of medicine. 2008;359(13):1317-29.
Jauch EC, Cucchiara B, Adeoye O, Meurer W, Brice J, Chan Y, et al. Part 11: adult stroke: 2010 American Heart Association guidelines for cardiopulmonary resuscitation and emergency cardiovascular care. Circulation. 2010;122(18_suppl_3):S818-S28.
Suwanwela NC, Phanthumchinda K, Likitjaroen Y. Thrombolytic therapy in acute ischemic stroke in Asia: the first prospective evaluation. Clinical neurology and neurosurgery. 2006;108(6):549-52.
Graban M. Lean hospitals: improving quality, patient safety, and employee engagement 2nd ed. Boca Raton: Taylor & Francis. 2011:17-29.
Field JM, Hazinski MF, Sayre MR, Chameides L, Schexnayder SM, Hemphill R, et al. Part 1: executive summary: 2010 American Heart Association guidelines for cardiopulmonary resuscitation and emergency cardiovascular care. Circulation. 2010;122(18_suppl_3):S640-S56.
Donkor E. Stroke in the 21st Century: A Snapshot of the Burden, Epidemiology, and Quality of Life. Stroke Research and Treatment. 2018:1-10.
Jauch EC, Cucchiara B, Adeoye O, Meurer W, Brice J, Chan Y, et al. Part 11: adult stroke: 2010 American Heart Association guidelines for cardiopulmonary resuscitation and emergency cardiovascular care. Circulation. 2010;122(18_suppl_3):S818-S28.
Khalema D, Goldstein LN, Lucas S. A retrospective analysis of time delays in patients presenting with stroke to an academic emergency department. SA journal of radiology. 2018;22(1):1-6.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Geelong: Deakin University.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2021 วารสารวิชาการแพทย์เขต 11

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.