ประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คำสำคัญ:
เบาหวานชนิดที่ 2 , การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด , การลดยา , การหยุดยาบทคัดย่อ
ที่มา: ปัจจุบันมีการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ เรียกว่า diabetes remission โดยมุ่งหวังให้สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์วินิจฉัยโรคเบาหวานโดยไม่ต้องใช้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาล ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และน้ำตาลในเลือดสะสม) ความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การลดยา และการหยุดยารักษาโรคเบาหวานด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด และความพึงพอใจต่อการรักษาพยาบาลด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด
วิธีการศึกษา: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมารักษาที่โรงพยาบาลบ้านนาสาร โรงพยาบาลกาญจนดิษฐ์ โรงพยาบาลบ้านตาขุน โรงพยาบาลบ้านนาเดิม และโรงพยาบาลชัยบุรี (แห่งละ 40 คน) น้ำตาลในเลือดสะสมก่อนการศึกษา (HbA1c) ตั้งแต่ 7 mg% ขึ้นไป จำนวน 200 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 100 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด และแบบเดิม แบบบันทึกภาวะสุขภาพ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด และเครื่องมือตรวจประเมินภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-square test Independent t-test และ Paired sample t-test
ผลการศึกษา: พบว่า หลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ผู้ป่วยเบาหวานมีดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และน้ำตาลในเลือดสะสมลดลง หลังการศึกษา 3 เดือน และ 6 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) และมีน้ำตาลในเลือดสะสมลดลงหลังการศึกษา 3 เดือน และ 6 เดือน มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ มีดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอวลดลงหลังการศึกษา 6 เดือน มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.01) หลังการศึกษา 3 เดือน ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ร้อยละ 39.0 ลดยารักษาโรคเบาหวานได้ ร้อยละ 46.0 แต่ยังไม่มีผู้ใดหยุดยารักษาเบาหวานได้ ส่วนหลังการศึกษา 6 เดือน สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ร้อยละ 91.0 ลดยารักษาโรคเบาหวานได้ ร้อยละ 57.0 และหยุดยาได้ ร้อยละ 16.0 ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความพึงพอใจต่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ระดับมากถึงร้อยละ 93.0
สรุป: การรักษาพยาบาลโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดดังกล่าว สามารถใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ และควรขยายไปใช้ในโรงพยาบาลต่าง ๆ ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Health literacy. The solid facts. European journal of Public, 2017, 24; 1880-87
International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas Seventh Edition 2015. (online). Available from http://www.diabetesatlas.org/ (Retrieved August 2, 2023)
สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แผนยุทธศาสตร์การป้องกันและ ควบคุมโรคไม่ติดต่อระดับชาติ 5 ปี (พ.ศ. 2560 - 2564). กรุงเทพฯ: บริษัท อิโมชั่น อาร์ต จำกัด; 2560.
สุปรียา เสียงดัง. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 2560, 4(1); 191-204
American Diabetes Association [ADA]. Standards of medical care for patients with diabetes mellitus. Diabetes care. 2017, 30; S4-40.
สุปวีณ์ ธนอัศวนนท์, เอกชัย คำลือ, ธาราทิพย์ อุทัศน์, พร้อมพันธ์ คุ้มเนตร และวัชรี ผลมาก. เหตุผลการผิดนัดของผู้ป่วยเบาหวาน คลินิกเบาหวาน. วารสารโรงพยาบาลแพร่. 2554, 19(2); 85-95.
ปานทิพย์ รัตนศิลป์กัลชาญ กิตติพัฒน์ โสภิตธรรมคุณ. อันตรายจากเบาหวาน. วารสารวิทยเทคโนหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. 2559, 2(2); 1-9.
ราตรี ทองคำ. ประสิทธิผลของการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดลพบุรี. วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี. 2565, 30(3): 86-99.
Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ. สมาคมโรคเบาหวานอบรม “ทางเลือกใหม่รักษาเบาหวานชนิด 2” เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://www.hfocus.org/print/18016 (สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2566)
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี. รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานจังหวัดสุราษฎร์ธานี. สุราษฎร์ธานี: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี. 2566.
ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย. แนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด สําหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข. กรุงเทพฯ: ราชวิทยาลัยแพทยเวชศาสตรครอบครัวแห่งประเทศไทย; 2565.
จรณิต แก้วกังวาล และประตาป สิงหศิวานนท์. ขนาดกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยทางคลินิก. (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://rdo.psu.ac.th/ Research Standards/animal/assets/document/Sample Sizes.pdf (สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2566)
ศุภมิตร ปาณธูป. การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ผิดนัด. วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ, 2562, 12(3): 23-34.
World Health Assembly (WHA). Strengthening integrated, people-centred health services. WHA. 2016, 69(24): 90-95.
Rice, R. Telecaring in home care: Making a telephone visit. Geriatric Nursing. 2010, 21(1): 56-57.
Kinsella, A. Telehealth and home care nursing. Home Healthcare Nurse. 2000, 15(11), 796-797.
สำนักบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย. รายงานฉบับสมบูรณ์ ผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพดีวิถีใหม่ วิถีธรรม วิถีไทย วิถีเศรษฐกิจพอเพียง. นนทบุรี: สำนักบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข; 2566.
พวงเพชร เหล่าประสิทธิ์. การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ของโรงพยาบาลพุนพินและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลเครือข่าย. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11. 2565, 37(1): 29-45.
มยุรี เที่ยงสกุล. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2561, 28(4): 696-710.
อนุชา วรหาญ. การพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลเลาขวัญ. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9. 2560, 12(27): 5-22.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารวิชาการแพทย์เขต 11

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.