พฤติกรรมและอุปสรรคในการออกกำลังกายของนักเรียน โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรม และอุปสรรคในการออกกำลังกายของนักเรียนโรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวนทั้งสิ้น 360 คนซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi state random sampling) ตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามแบบตรวจคำตอบ แบบสอบถามมาตรส่วนประมานค่า และแบบสอบถามแบบปลายเปิด ซึ่งมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาในภาพรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 และมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 สถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การหาความถี่ (frequency) และค่าร้อยละ (percentage) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชายส่วนใหญ่ออกกำลังกายในวันศุกร์ร่วมกับเพื่อน ขณะที่นักเรียนหญิงออกกำลังกายในวันเสาร์ร่วมกับครอบครัว นักเรียนทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่ออกกำลังกายบริเวณสวนสาธารณะใกล้บ้าน โดยใช้เวลา 20–30 นาที หลังเลิกเรียน สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ การพัฒนาสุขภาพ มีการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาระบบไหลเวียนเลือด และระบบหายใจโดยการวิ่งจ๊อกกิ้ง และการเดิน พัฒนาความอ่อนตัวโดยการยึดเหยียดกล้ามเนื้อ นักเรียนชายพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยการใช้อุปกรณ์ฝึกด้วยน้ำหนัก ส่วนนักเรียนหญิงใช้น้ำหนักตัว มีการอบอุ่นร่างกาย และการคลายอุ่นด้วยการยืดกล้ามเนื้อเป็นบางครั้ง โดยใช้เวลาน้อยกว่า 5 นาที และ 5–10 นาที ตามลำดับ 2) นักเรียนส่วนใหญ่มีอุปสรรคในการออกกำลังกายระดับมาก ยกเว้นนักเรียนชายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีอุปสรรคในการออกกำลังกายระดับปานกลางเท่านั้น อย่างไรก็ตามการศึกษายัง พบว่า ความเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกายของนักเรียนชายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะที่ความขี้เกียจเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกายของนักเรียนหญิงทั้ง 2 ระดับชั้นดังกล่าว ในทำนองเดียวกันความเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมการเรียนการสอนก็ยังเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อีกด้วย นอกจากนี้ยัง พบว่าข้อจำกัดเรื่องเวลา และความขี้เกียจเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามลำดับ
Article Details
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
Authaporn Chutuam. (2018). Exercise behaviors and barriers of secondary school level 1-3 students of Princess Chulabhorn Science High School. (Master’s Thesis). Kasetsart University, Faculty of Education.
Boonchom Srisa-ard. (2002). Introduction to Research. (7thed.). Bangkok: Suriwiriyasain.
Chanlak Yiammirt. (2013). A study of exercise behaviors of Rajabhat Rambhai Barni University. (Master’s Thesis). Srinakharinwirot University, Graduate School.
Channarong Fukkhoksung. (2017). Exercise for Health. Retrieved December 29, 2017, from http://program.npru.ac.th/pe/Exercise%20for%20Health(AT).html.
Kasem Chuapanang. (2008). Exercise for Life. (2nded.). Bangkok: Rajabhat Pranakon University.
Ministry of Education. (2009). Foundation course, basic education, 2008. Bangkok: Printing Agriculture Cooperatives of Thailand.
Wanthana Yimaiem. (2018). Behaviors and barriers in exercise of Kasetsard University Bangken Campus Students. (Master’s Thesis). Kasetsart University.
Waree Sayanha. (2003). Behaviors health promotion in exercise of middle-age people of Bankha Subdistrict, Ratchaburi Province. (Master’s Thesis). Silapakon University.
Wiwat Kanchana. (2008). Exercise behaviors of Krabi Province Adult Education Center. (Master’s Thesis). Srinakarinwirot University.
Suchat Sitthiwong. (2018). Exercise behaviors and barriers of undergraduate student in Suratthani Rajabhat University. (Master’s Thesis). Institute of Physical Education Krabi Campus.