ระดับความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตยะลา

Main Article Content

ปรีญาพัชญ์ บุญหาญ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา กลุ่มตัวอย่างหรือผู้มีส่วนร่วมในงานวิจัยครั้งนี้เลือกเจาะจงเฉพาะนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ที่ศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จาก นักศึกษาชั้นปีที่1-4 ทั้งหมด380คน ปีการศึกษา 2560 จำนวน 191คน ได้มาจากการสุ่มแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดด้วยวิธีปั่นจักรยานของออสตรานด์-ไรห์มิ่ง (Modified Astrand-Rhymingnomogram) วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยการหาค่าที (t-test Independent) วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Analysis of Variance: ANOVA) และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่โดยวิธี แอลเอสดี(LSD method)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของนักศึกษาชาย สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 48.84 มล./กก./นาทีและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10.58 มล./กก./นาที และความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของนักศึกษาหญิงสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตยะลามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 53.05 มล./กก./นาทีและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 16.43 มล./กก./นาที เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจะมีค่าเฉลี่ยความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดมากกว่ากลุ่มตัวอย่างเพศชาย
2. ผลการวิเคราะห์ระดับความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของนักศึกษา จำแนกตามเพศและระดับชั้นปีโดยเปรียบเทียบเกณฑ์มาตรฐานการกีฬาแห่งประเทศไทย(2549) พบว่า ค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดเมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า นักศึกษาชายส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมากและปานกลางคิดเป็น ร้อยละ 34.51 และนักศึกษาหญิง อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 55.67 และเมื่อจำแนกตามระดับชั้นปี พบว่า นักศึกษาชาย ชั้นปีที่ 1 และ 2 มีความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ46.62และ37.10 ตามลำดับ และนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1-4 มีความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 80.81, 61.50, 46.67, และ 30 ตามลำดับ
3. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ระหว่างนักศึกษาแต่ละชั้นปีแตกต่างกันอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


4. ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของนักศึกษาชายในแต่ละระดับชั้นปีผลการวิเคราะห์ ความแตกต่างรายคู่ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดชั้นปีที่ 1 มีความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด แตกต่างกับ ชั้นปีที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจากนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 มีความสนใจในการออกกำลังกายมากกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 3 ดูได้สถิติจากการที่ฝึกซ้อมกีฬาตามชนิดกีฬาที่ตนเองถนัดและสถิติการเข้าใช้บริการ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีสถิติที่มากกว่านักศึกษา ชั้นปีที่ 3 ส่วนนักศึกษาหญิง มีความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ไม่แตกต่างกัน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
บุญหาญ ป. . (2018). ระดับความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตยะลา. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ, 10(3), 127–142. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TNSUJournal/article/view/248244
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

การกีฬาแห่งประเทศไทย. (2549).การทดสอบสมรรถภาพทางกาย นักกีฬาเยาวชนแห่งชาติและนักกีฬาแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: กองสมรรถภาพการกีฬา ฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย.

ชัยยุทธ สุทธิดี. (2552). ผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการเต้นแอโรบิกที่มีต่อความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดและค่าดัชนีมวลกาย. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (พลศึกษา).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.

ชูศักดิ์เวชแพศย์และ กันยา ปาละวิวัธน์. (2546). สรีรวิทยาของการออกกำลังกาย. พิมพ์ครั้งที่4. ม.ป.พ.

ณัฐพลไตรเพิ่ม. (2556). การออกกำลังกายแบบแอโรบิกในปริมาณงานที่แตกต่างกันที่มีผลต่อสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนความจุปอดและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย.วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาพลศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ภัทรพรสิทธิเลิศพิศาล. (2554). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 518724การวัดความสามารถในการใช้ออกซิเจน. เชียงใหม่: ภาควิชากายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

American College of Sports Medicine. (2014). High – intensity training. Retrieved from httpp://www.acsm.org

American College of Sports Medicine (2014). ACSM’s Guidelines for Exercise Testing and Prescription (9th ed.). Wolters Kluwer/Lippincott Williams & Wilkins.

Astrand, P.O. & Ryhming, I. (1954). A nomogram for calculationof aerobic capacity [physical fitness] from pulse rate during submaximal work. Journal of Applied Physiology, 7, 218–221.

Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), pp. 607-610.

Heyward, V.H. (2008). Advanced Fitness Assessment and Exercise Prescription. 3rd ed. Illinois: Human Kinetics Publishers, Champaign.