ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อกลยุทธ์โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ในหน่วยปฐมภูมิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย คือ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อกลยุทธ์โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในหน่วยปฐมภูมิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร (2) เพื่อศึกษากลยุทธ์โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในหน่วยปฐมภูมิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และ(3) เพื่อเสนอแนะโปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในหน่วยปฐมภูมิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยเบาหวาน จำนวน 400 คน โดยใช้สูตรของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) พร้อมทั้งการวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ (Multiple Hierarchy Regression Analysis) เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามในการศึกษาครั้งนี้
ผลการวิจัยพบว่า
- ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อกลยุทธ์โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในหน่วยปฐมภูมิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โดยสรุปว่า การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมสูงสุด (
) = 3.58 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วย รองลงมาด้านการวางแผนกลยุทธ์ มีค่าเฉลี่ย (
) = 3.53 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วย ด้านการควบคุมและการประเมินผล มีค่าเฉลี่ย (
) = 3.52 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วย และด้านการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมสูงสุด (
) = 3.48 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วย
- กลยุทธ์โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในหน่วยปฐมภูมิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โดยสรุปว่า การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์มีความสัมพันธ์ในทางบวกในระดับสูง (r = .943) รองลงมาด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติมีความสัมพันธ์ในทางบวกในระดับปานกลาง (r = .785) ด้านการควบคุมและการประเมินผลมีความสัมพันธ์ในทางบวกในระดับน้อย (r = .685) และด้านการควบคุมและการประเมินผลมีความ สัมพันธ์ในทางบวกในระดับน้อย (r = .545) มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ.001 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้แสดงว่า กลยุทธ์โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในทรัพยากรการจัดการ (4M) ของหน่วยบริการปฐมภูมิ ได้แก่ ด้านคนหรือบุคลากร (Man) (r = .733) ด้านเงิน (Money) (r = .492) ด้านทรัพยากรหรือวัตถุ(Material) (r =.368) และด้านการบริหารจัดการ(Management) (r = .594) มีความสัมพันธ์ในทางบวกในระดับน้อย ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้แสดงว่ากลยุทธ์โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานค่อนข้างมากมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
3. ข้อเสนอแนะการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อให้สามารถพัฒนาระบบและสร้างกลไกโปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานโดยต้องประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลตลอดจนความคุ้มค่าสูงสุด ต้องมีการบริหารจัดการข้อมูล การวางแผนกำลังคนได้อย่างถูกต้อง เช่น ประวัติบุคคล ประวัติการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ได้แก่ ความพอใจต่อสภาพแวดล้อม ระบบงานและบรรยากาศในการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและเป็นประโยชน์ในการทำการศึกษาในระดับต่อไป
Article Details
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Kwanhatai Tripeud, Porntip Malathum, Kanitha Hanprasitkam, and Visal Kantaratanakul. (2010). A synthesis of research of exercise influencing glycemic control in persons with type 2 diabetes. Rama Nurs J, 16(2), 259-278.
Siraprapa Kachonboon. (2011). Alternative: Physical activity in persons with uncontrolled type 2 diabetes mellitus (Master’s thesis), Mahidol University.
Somnuke Gulsatitporn & Yupa Praingamnetr. (2007). Diabetes exercise. Seminar paper in diabetes camp activity organizer project class 6. Bangkok: Theptarin Hospital.
Van, R.A.J., P. Rheeder, C.J. Eales and P.J. Becker. (2004). Effect of exercise versus relaxation on haemoglobin A1C in Black females with type 2 diabetes mellitus. QJM, 97(6), 343-351.
Warapon Wongthawararat & Wittaya Sritama. (2006). Holistic care for diabetes. Bangkok: Chulalongkorn University.