พฤติกรรมการออกกําลังกาย การเล่นกีฬา และการดูกีฬาของประชาชน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัด ของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยพฤติกรรมการออกกําลังกาย การเล่นกีฬาและการดูกีฬาของประชาชนในเขตพื้นที่ รับผิดชอบ 5 จังหวัด ของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ ปี พ.ศ. 2548 เพื่อนําผลการวิจัยมาใช้ เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนของสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตศรีสะเกษ ให้สามารถพัฒนา คุณลักษณะของผู้เรียนในการเป็นผู้นําการออกกําลังกายได้ตรงตามความต้องการของชุมชนและสังคม โดย ใช้กลุ่มตัวอย่างจํานวน 2,000 คน จากการสุ่มทั้งห้าจังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ ยโสธร และอํานาจเจริญ จังหวัดละ 400 คน และนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS for Windows ผลการวิจัยพบว่า
- ประชาชนออกกําลังกายและเล่นกีฬาร้อยละ 87.35 โดยเป็นประชาชนในเขตเทศบาล ร้อยละ 87.87 และนอกเขตเทศบาล ร้อยละ 87.31
- ประชาชนที่ออกกําลังกายและเล่นกีฬาระบุถึงเหตุผลหลัก ดังนี้
2.1 เพื่อสุขภาพ ร้อยละ 76.78
2.2 เพื่อความสนุกสนาน ร้อยละ 51.25
2.3 เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย ร้อยละ 37.61
2.4 เพื่อการแข่งขัน ร้อยละ 23.52
2.5 เพื่อสังสรรค์/สมาคม ร้อยละ 19.21
3. สถานที่ออกกําลังกายและเล่นกีฬาเป็นประจํา ได้แก่
3.1 ในบริเวณบ้านหรือใกล้บ้าน ร้อยละ 59.31
3.2 สนามกีฬาของสถานศึกษา ร้อยละ 48.45
3.3 ลานกีฬาขององค์การบริหารส่วนตําบลร้อยละ 21.95
3.4 ลานกีฬาเอนกประสงค์ ร้อยละ 16.25
3.5 ลานวัดหรือลานกีฬา ร้อยละ 14.50
3.6 เวลาที่ชอบออกกําลังกายและเล่นกีฬา คือ เวลา 17.00 น. - 19.00 น. ร้อยละ 51.42 และเวลา 15.00 น.-17.00 น. ร้อยละ 25.22
4. ประชาชนที่ได้ประโยชน์จากการออกกําลังกายและเล่นกีฬามากที่สุด คือ กล้ามเนื้อแข็งแรง ร้อยละ 65.65 รองลงมาคือ สนุกสนานคลายเครียด ร้อยละ 55.80 สมรรถภาพทางกายดีขึ้น ร้อยละ 39.10 นอนหลับได้ดีขึ้น ร้อยละ 35.40 รูปร่างดีขึ้น ร้อยละ 33.32 และหัวใจ ปอด หลอดเลือดดีขึ้น ร้อยละ 27.35 ตามลําดับ
5. ประชาชนที่ออกกําลังกายและเล่นกีฬามีการปฏิบัติตนในการออกกําลังกายหรือเล่นกีฬามาก ที่สุดคือการอบอุ่นร่างกายก่อนร้อยละ 52.45 รองลงมาคือ ออกกําลังกาย อย่างน้อย 30 นาที ร้อยละ 49.25 เล่นจนรู้สึกเหนื่อยร้อยละ 40.90 แต่งกายให้เหมาะสมร้อยละ 33.95 และเล่นหลังจากรับประทาน อาหารแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ร้อยละ 9.65
6. กีฬาที่ประชาชนดูและเล่นเป็นห้าอันดับแรก ได้แก่ ฟุตบอล ร้อยละ 59.01 วอลเลย์บอล ร้อยละ 48.00 เซปักตะกร้อ ร้อยละ 27.70 มวยไทย ร้อยละ 19.40 และบาสเกตบอล ร้อยละ 19.20
7. ประชาชนที่ดูกีฬา จะดูกีฬาเป็นครั้งคราวมากที่สุด ร้อยละ 37.25 รองลงมาคือ ดูตามโอกาส ร้อยละ 27.75 ดูทุกวัน ร้อยละ 17.12 และดูเฉพาะโอกาสการแข่งขันนัดสําคัญ ร้อยละ 15.90 ตามลําดับ
8. ประชาชนที่ดูกีฬาเป็นดูกีฬาจากการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์มากที่สุดร้อยละ 78.94 รองลงมา คือดูจากสนามกีฬา ร้อยละ 56.70 ดูจากภาพข่าวกีฬา ร้อยละ 49.32 ดูจากหนังสือพิมพ์ ร้อยละ 25.45 ดูจากนิตยสารกีฬา ร้อยละ 13.55 และดูจากวิดีโอ/วีซีดี ร้อยละ 7.85 ตามลําดับ
9. ประชาชนที่ไม่ออกกําลังกายและเล่นกีฬาให้เหตุผล ในการไม่ออกกําลังกายและเล่นกีฬา ดังนี้
9.1 ไม่มีเวลา ร้อยละ 43.09 9.2 ไม่สนใจ ร้อยละ 21.54 9.3 ไม่มีอุปกรณ์กีฬา ร้อยละ 6.75 9.4 เสียเวลาทํางาน ร้อยละ 5.47
Article Details
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
กรมการพัฒนาชุมชน. (2548). หมู่บ้านชนบทไทย จากข้อมูลพื้นฐานระดับ หมู่บ้าน (กชช.2ค) ปี 2548. กรุงเทพฯ : แอล ที เพรส.
การท่องเที่ยวและกีฬา. (2548). มติ ครม. เรื่องยุทธศาสตร์ 4 ปี สร้างกีฬาชาติ, http://www.mots.go.th
กระทรวงสาธารณสุข. (2544). การสํารวจภาวะอนามัยสุขภาพประชาชน ระดับจังหวัด ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท.,
การกีฬาแห่งประเทศไทย. (2546). การสํารวจการออกกําลังกาย เล่นกีฬา และดูกีฬาของประชาชน พ.ศ. 2544. สํานักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จรวยพร ธรณินทร์. (2525). กายวิภาคและสรีรวิทยาของการออกกําลังกาย, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิช.
ชูศักดิ์ เวชแพศย์ และกันยา ปาละวิวัธน์. (2536). สรีรวิทยาของการออกกําลังกาย, พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ์.
ถนอมวงศ์ กฤษณ์เพ็ชร์. (2544). พฤติกรรมการออกกําลังกาย เล่นกีฬา และกีฬาของประชาชนในกรุงเทพมหานคร. วารสารสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการ.
นัยนา เที่ยงภักดี. (2542). ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อวิชาพลศึกษากับพฤติกรรมการออกกําลังกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น, วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.
ประยงค์ นะเขิน และ พัชรินทร์ คณานับ. (2543). พฤติกรรมการออกกําลังกายของข้าราชการสังกัด กระทรวงสาธารณสุขในจังหวัดนครปฐม รายงานการเฝ้าระวังโรคประจําเดือน.
ปรีชา กลิ่นรัตน์. (2536). สู่วิชาชีพพลศึกษาและธุรกิจกีฬา, ขอนแก่น: ขอนแก่นการพิมพ์.
พิชิต ภูมิจันทร์ และคนอื่น ๆ. (2530). วิทยาศาสตร์การกีฬา, กรุงเทพฯ : บริษัทต้นอ้อ จํากัด.
วรศักดิ์ เพียรชอบ. (2531). ประโยชน์ของการออกกําลังกาย, กรุงเทพฯ : นิตยสารการท่าเรือ,
วาสนา คุณาอภิสิทธิ์. (2545). “หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544” วารสารสุขศึกษา พลศึกษาและสันทนาการ. ปีที่ 28 เล่ม 1 (มกราคม-เมษายน).
วิศาล คันธารัตนกุล. (2546). การออกกําลังกายในวัยทํางาน การออกกําลังกายเพื่อสุขภาพ. กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข.
วุฒิพงษ์ ปรมัตถากร. (2537). ประโยชน์ของการออกกําลังกาย, กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
สมบัติ กาญจนเจริญ. (2541). พฤติกรรมการออกกําลังกาย. คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุชาดา ภัยหลีกลี้ และ สมไฉน นาถภากุล. (2543). พฤติกรรมการออกกําลังกายเพื่อสุขภาพของประชากรวัยแรงงานในเขตเทศบาลนครขอนแก่น, โครงการวิจัยรับทุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2544). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 พ.ศ. 2545-2549. กรุงเทพฯ: ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์.
สํานักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ. มปป. การออกกําลังกาย, สํานักวิทยาศาสตร์การกีฬา, มปป.
Cronbach, Lee J. (1970). Essential of Psychological Testing. 3rd ed. New York: Harper and Row.
Sasakawa Sport Foundation. (2000). The National Sport-Life Survey. (Abstract) 2000. U.S. Department of Public Health Service. Healthy People 2000: Risk Reduction Objective. http://www.crisny.org.2542