การพัฒนาโปรแกรมโยคะพื่อพัฒนาความจําและสมรรถภาพทางกาย รายการสําหรับนักเรียนประถมศึกษา

Main Article Content

เกษร อุทัยเวียนกุล

บทคัดย่อ

การวิจัยเพื่อพัฒนาโปรแกรมโยคะที่มีผลต่อความจําซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเชาวน์ปัญญาและ สมรรถภาพทางกายสําหรับนักเรียนประถมศึกษา พัฒนาโปรแกรมโยคะโดยผู้วิจัย และนําไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างที่เป็นนักเรียนประถมศึกษาจํานวน 80 คน ที่สมัครเข้าร่วมการทดลองโดยผ่านเกณฑ์การคัดเข้า แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 10 คน รวม 80 คน กลุ่มที่ 1 เชาวน์ปัญญา ต่ํา-สมรรถภาพทางกายต่ํา กลุ่มที่ 2 เชาวน์ปัญญาปกติ- สมรรถภาพทางกายต่ํา กลุ่มที่ 3 เชาวน์ปัญญา ต่ํา-สมรรถภาพทางกายปกติ กลุ่มที่ 4 เชาวน์ปัญญาปกติ-สมรรถภาพทางกายปกติ ดําเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ 3 วัน/สัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที ให้กลุ่มที่ 1, 2, 3 เข้ารับการฝึกโปรแกรมโยคะ กลุ่มที่ 4 ไม่ได้ เข้ารับการฝึก ทําการเก็บข้อมูลก่อนทดลองและหลังการทดลอง นําข้อมูลที่ได้หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ด้วยวิธีบอนเฟอโรนี (Bonferroni) ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05


ผลการวิจัยพบว่า


  1. โปรแกรมโยคะเพื่อพัฒนาความจําซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเชาวน์ปัญญาและสมรรถภาพ ทางกาย สําหรับนักเรียนประถมศึกษามีความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของการประเมิน เชิงเนื้อหาขั้นอบอุ่นร่างกาย เท่ากับ 0.91 ขั้นฝึกปฏิบัติ เท่ากับ 0.87 และขั้นผ่อนคลาย เท่ากับ 0.92

  2. โปรแกรมโยคะเพื่อพัฒนาความจําซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเชาวน์ปัญญาของนักเรียนประถมศึกษา ทั้ง 4 กลุ่มพบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

  3. โปรแกรมโยคะเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักเรียนประถมศึกษาทั้ง4กลุ่ม พบว่ามี สมรรถภาพทางกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจากการทดสอบความแตกต่าง เป็นรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอโรนี้พบว่าทั้ง4กลุ่มมีสมรรถภาพทางกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 คือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องแตกต่างกัน 2 คู่ คือ กลุ่มที่ 2 แข็งแรงกว่ากลุ่มที่ 1 และ กลุ่มที่ 3 แข็งแรงกว่ากลุ่มที่ 1 ความแข็งแรงของ แขน ไหล่ หน้าอก แตกต่างกัน 2 คู่ คือ กลุ่มที่ 3 แข็งแรงกว่ากลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 4 ด้านการทรงตัวแตกต่างกัน 1 คู่ กลุ่มที่ 2 ทรงตัวดีกว่ากลุ่มที่ 4 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาแตกต่างกัน 2 คู่ คือ กลุ่มที่ 1 สูงกว่ากลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 สูงกว่ากลุ่มที่ 2

    สรุปได้ว่าโปรแกรมโยคะเพื่อพัฒนาความจําซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเชาวน์ปัญญาและสมรรถภาพ ทางกาย มีผลต่อสมรรถภาพทางกายอย่างชัดเจน ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ความแข็งแรง ของแขน ไหล่ หน้าอก การทรงตัวและความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ส่วนความจํามีการพัฒนาแต่ยัง ไม่ชัดเจนอันเนื่องมาจากวุฒิภาวะประสบการณ์การเรียนรู้เพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาของการทดลองนาน 12 สัปดาห์



Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
อุทัยเวียนกุล เ. (2012). การพัฒนาโปรแกรมโยคะพื่อพัฒนาความจําและสมรรถภาพทางกาย รายการสําหรับนักเรียนประถมศึกษา. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ, 4(1), 99–110. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TNSUJournal/article/view/254461
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. การพัฒนาแบบทอดสอบวัดความสามารถทางสติปัญญา WISC-II ฉบับภาษาไทย. นนทบุรี: สํานักพัฒนาสุขภาพจิต. 2547.

กมลพรรณ ชีวพันธุ์ศรี, เกราะแห่งชีวิตและครอบครัว พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สํานักอนามัย, 2551.

ข่าว, “ไอคิวเด็กไทย 6-12 ปี เฉลี่ย 88 จุด” คม ชัด ลึก 30 ธันวาคม 2549: 11.

รัชนี อเนกพีระศักดิ์ คู่มือทดสอบความถนัด, กรุงเทพฯ: เนชั่นบุ๊คส์, 2551.

ฮัน ไอเซนส์, ตรวจสอบวัดไอคิวตนเอง. แปลโดย ครองแผน ไชยธนะสาร. กรุงเทพ: เดลฟี, 2545.

นภูเนตร ธรรมบวร, การพัฒนากระบวนการคิดในเด็กปฐมวัย, พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.

Cohen, J. Statistical Power Analysis For The Behavioral Sciences. Ed 2. New York: Psychology Press, 1988.

Revinelli, R., and Hambleton, R.K. “On the use of Content Specialists in the Assessment of Criterion Referenced Test Item Validity”. Dutch Journal of Educational Research. (2)1977: 49-60.