ผลการฝึกตารางเก้าช่องและความอ่อนตัวที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไว
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกตารางเก้าช่องและฝึกความ อ่อนตัวที่มีต่อความความคล่องแคล่วว่องไว เป็นพลทหารหมวดฝึก กองร้อยพลเสนารักษ์โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ อายุระหว่าง 21-22 ปี จํานวน 40 คน สุ่มแบบง่ายโดยการจับฉลากลงใน 4 กลุ่ม ๆ ละ 10 คน คือ กลุ่มควบคุม ไม่ได้รับการฝึก กลุ่มทดลองที่ 1 ฝึกตารางเก้าช่อง กลุ่มทดลองที่ 2 ฝึกความอ่อนตัว และกลุ่มทดลองที่ 3 ฝึกตารางเก้าช่องควบคู่กับฝึกความอ่อนตัว โดยทําการฝึก 3 วันต่อ สัปดาห์ คือ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เวลา 5.00 - 7.00 น. ทําการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดก่อนการฝึก ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 8 นําผลที่ได้มาวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียวแบบวัดและเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ ระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่มโดยใช้วิธีของ ตูกี (Tukey) โดยกําหนดความมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มทดลองที่ 1, 2 และ 3 ภายหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 4 และ 8 ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ กลุ่มทดลองที่ 1, 2, 3 มีค่าเฉลี่ยความ คล่องแคล่วว่องไวไม่แตกต่างกัน นอกจากนั้น ยังพบว่า กลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่ม มีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่ว ว่องไวดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนการฝึกกับภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 8 สรุปได้ว่าการฝึกทั้ง 3 วิธีช่วยพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวได้ โดยการฝึกตารางเก้าช่องควบคู่กับความอ่อนตัวเป็นวิธีพัฒนา ความคล่องแคล่วว่องไวที่ได้ผลดีที่สุด ส่วนการฝึกด้วยตารางเก้าช่องอย่างเดียว และฝึกความอ่อนตัวอย่าง เดียวช่วยพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีเป็นอันดับที่ 2 และ 3
Article Details
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
เกชา พูลสวัสดิ์. (2548). ผลของการฝึกเสริมพลัยโอเมตริกที่มีต่อการพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตบอลอายุระหว่าง 14-16 ปี. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เกรียงไกร อินทรชัย. (2547). ผลของการฝึกความอ่อนตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่มีต่อระยะทางในการทุ่มลูกฟุตบอล, วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
เจริญ กระบวนรัตน์. (2547). วิทยาศาสตร์การกีฬาสําหรับกีฬาเทนนิส.กรุงเทพ ฯ : กองวิทยาศาสตร์การกีฬา ฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา.
การกีฬาแห่งประเทศไทย. (2548). นวัตกรรมทางการศึกษากับตาราง 9 ช่อง, ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
การกีฬาแห่งประเทศไทย. (2552). การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ, กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
พีระพงษ์ บุญศิริ. (2536), สรีรวิทยาของการออกกําลังกาย, กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
มาลีรัตน์ มณีเขียว. (2544). ผลของการฝึกวิ่งรูปแบบตัว S และรูปแบบตัว Z ที่มีต่อความ คล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬารักบี้ฟุตบอล, วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
วราภรณ์ ไชยสุริยานันท์. (2546). การสร้างเครื่องมือวัดความอ่อนตัว, วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
สนธยา สีละมาด. (2551). หลักการฝึกกีฬาสําหรับผู้ฝึกสอนกีฬา, กรุงเทพ ฯ : สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
หาญพล บุญยะเวชชีวิน. (2535). “Sport Conditioning” วารสารสุขศึกษา พลศึกษาและสันทนาการ, 18(4):22-23.
อรนุช ศรีเขียวพงษ์. (2546). ผลของการฝึกความแข็งแรงและความอ่อนตัวที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักฟุตบอล. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
อัจฉรา ช่วยจันทร์. (2550), ผลของการฝึกวิ่งรูปแบบตัว M ที่มีต่อการพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวของผู้เล่นกีฬาเทนนิส, วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
Hazeldine, R. (1987). Fitness for Sport. London, The Crorood Press Mailbrourh.
Johnson, B.L. and J.K. Nelson. (1986). Practical Measurements for Evaluation in Physical Education. Minnisota Burgess Publishing.
Power, and S.L. Dodd. (1997). The Essentials of Total Fitness :Exercise, Nutrition and Wellness., Saint Louis. Prentice-Hall, Hill.
Rasato, F.D. (1990). Fitness and Wellness:, The Physical Connection. West Publishing Company, St.Paul, United State of America.