รูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิพลของสถาบันการพลศึกษา

Main Article Content

วัชรินทร์ ขี่ทอง

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิผลสําหรับสถาบันการ พลศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ ในการ พัฒนาสถาบันการพลศึกษา 2) เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิผลของสถาบันการพลศึกษา และ 3) เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์เบื้องต้นของรูปแบบ ขั้นตอนการวิจัย มี 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ ในการพัฒนาสถาบันการพลศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและคณาจารย์จากสถาบันการพลศึกษา 17 วิทยาเขต จํานวน 232 คน ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบและประเมินรูปแบบขั้นต้นโดยการประเมินความสอดคล้องด้านวัตถุประสงค์และ รูปแบบฉบับร่างจากผู้เชี่ยวชาญ และระยะที่ 3 ประเมินรูปแบบที่ได้รับการพัฒนาแล้ว โดยการอภิปราย แบบ Focus group จากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า


  1. สถาบันการพลศึกษา ประกอบภารกิจ ด้านบริหารทั่วไป ด้านวิชาการ ด้านการวิจัย ด้าน งบประมาณ และด้านทรัพยากรบุคคลในระดับปานกลาง โดยประสบปัญหาในระดับมาก ด้านการวิจัย ด้านโครงสร้าง ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านภาวะผู้นํา ด้านวิชาการ ด้านการกระจายอํานาจ และด้านการให้ อํานาจในการดําเนินงาน แต่อย่างไรก็ตาม มีปัญหาในระดับปานกลางด้านงบประมาณ ด้านการใช้สื่อ เทคโนโลยีและการสื่อสาร การกําหนดนโยบายและการถ่ายทอดนโยบาย นอกจากนี้บุคลากรมีความ ต้องการการส่งเสริมทางด้านวิชาการ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การพัฒนาบุคลากร และการฝึก ภาวะผู้นํา

  2. รูปแบบที่สร้างขึ้นตอบสนองต่อวัตถุประสงค์มีความเหมาะสมและประโยชน์ในระดับมากที่สุด แต่มีความเป็นไปได้ในระดับมาก

จากผลการวิจัยที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นรูปแบบการบริหารของสถาบันการพลศึกษาที่มีประสิทธิ ผล ประกอบด้วย


(1) บริหารโดยการเน้นหลักการกระจายอํานาจจากสํานักงานส่วนกลางสู่วิทยาเขต การมีส่วนร่วม ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกคน และความร่วมมือระหว่างสํานักงานส่วนกลางกับวิทยาเขตซึ่งมีบริบทเฉพาะ


(2) จุดมุ่งหมายของรูปแบบเพื่อให้บรรลุตามภารกิจของสถาบันการพลศึกษาและกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ


(3) มีกลไกในการดําเนินการบริหาร โดยมีสํานักยุทธศาสตร์พัฒนาสถาบัน (ส่วนกลาง) และ ศูนย์ยุทธศาสตร์พัฒนาวิชาการประจําวิทยาเขต ซึ่งมีคณะกรรมการประกอบด้วยตัวแทนหลายฝ่าย กํากับ ติดตามดูแล และประเมินผล ทั้งนี้ จัดให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบท ทั้งส่วนกลางและเฉพาะ วิทยาเขต


(4) ดําเนินการบริหารทั้งสํานักงานส่วนกลาง และวิทยาเขตโดยการเน้นการบริหารงานในรูป คณะกรรมการ สํานักงานส่วนกลาง กําหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์และการกระจายอํานาจทุกภารกิจ ของอุดมศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติโดยการกํากับ ติดตาม นิเทศ และประเมินอย่างเป็นระบบ


(5) ใช้วิธีการประเมินที่หลากหลายโดยบุคลากรที่มีคุณวุฒิ สอดคล้องกับความเป็นจริง และเผย แพร่แนวปฏิบัติที่ดีให้ได้รับทราบและพัฒนาปรับปรุง


(6) ผู้บริหารมีความตระหนัก มีวิสัยทัศน์ มีความรับผิดชอบ มียุทธศาสตร์โดยมุ่งความสําเร็จ ของสถาบัน ทั้งสํานักงานส่วนกลาง และวิทยาเขต ซึ่งเป็นกุญแจความสําเร็จของสถาบันการพลศึกษา

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ขี่ทอง ว. . (2012). รูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิพลของสถาบันการพลศึกษา. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ, 4(3), 147–160. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TNSUJournal/article/view/254911
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

Slaughter, Sheila,& Leslie, Larry L. (1997). Academic Capitalism: Politics Policies, and the ntrepreneurial University. Baltimore, MD : Johns Hopkins University Press.

สํานักงานรับรองมาตรฐานแลประเมินคุณภาพการศึกษา. (2550), รายงานการประเมินคุณภาพภายนอกสถาบันอุดมศึกษา. สถาบันการพลศึกษา.

ศิริชัย กาญจนวาสี (2552). ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สถาบันการพลศึกษา. (2548). คู่มือการจัดการศึกษา ตามหลักสูตรสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. 2548. กรุงเทพฯ : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.

จรัส สุวรรณเวลา. (2545). อุดมศึกษาไทย. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สมศักดิ์ พิเศษสุทธิกุล. (2550). รูปแบบการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็ก, ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยบูรพา.

ปรัชญา เวสารัชช์. (2543). ตัวชี้วัด “การบริหารจัดการที่ดีในมหาวิทยาลัย” การศึกษานอกโรงเรียน 3.(8) : 35-37.

ธีระ รุญเจริญ. (2547). รายงานการวิจัย เรื่อง สภาพปัจจุบันและปัญหาการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : สํานักนโยบายและ แผนการศึกษา สํานักงานสภาการศึกษา