รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาการปฏิบัตทักษะทางพลศึกษาที่มี ความซับซ้อน สําหรับนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบทักษะทางพลศึกษาที่มีความซับซ้อน และปัจจัย ที่มีผลต่อการปฏิบัติทักษะทางพลศึกษาที่มีความซับซ้อน 2) เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการ สอนเพื่อพัฒนาการปฏิบัติทักษะทางพลศึกษาที่มีความซับซ้อน สําหรับนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการสอน โดยการวิจัยแบบผสมผสาน ผู้วิจัยแบ่งการ วิจัยออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบทักษะทางพลศึกษาที่มีความซับซ้อน และปัจจัย ที่มีผลต่อการปฏิบัติทักษะทางพลศึกษาที่มีความซับซ้อน โดยใช้เทคนิคเดลฟายจากผู้เชี่ยวชาญ 17 คน และการวิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของข้อมูลที่ได้จากการใช้แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ เก็บรวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครู อาจารย์จากสถาบันการพลศึกษา จํานวน 300 คน โดยใช้ โปรแกรมลิสเรส รุ่น 8.8 ระยะที่ 2 การพัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาการปฏิบัติ ทักษะทางพลศึกษาที่มีความซับซ้อน สําหรับนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา ตามขั้นตอนของการพัฒนา นวัตกรรม โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 8 คน ประเมินรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาการปฏิบัติทักษะทาง พลศึกษาที่มีความซับซ้อนและนํารูปแบบการสอนดังกล่าวไปทดลองใช้กับนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จํานวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยการสุ่ม อย่างง่าย กลุ่มละ 30 คน ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ๆ ละ 1 วันๆ ละ 3 ชั่วโมงรวมเป็น 6 ชั่วโมง ระยะที่ 3 ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการสอนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ใช้แบบสอบถาม แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ที่เป็นกลุ่มทดลอง จํานวน 30 คน
ผลการวิจัย
- ระยะที่ 1 องค์ประกอบทักษะทางพลศึกษาที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วย การเคลื่อนไหวร่างกาย รูปแบบของการเคลื่อนไหว ประเภทของการเคลื่อนไหว ขั้นตอนของการเคลื่อนไหว ทิศทางของการ เคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นธรรมชาติ และความต่อเนื่องการเคลื่อนไหว องค์ประกอบข้างต้น
มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ค่าน้ําหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.34-0.66 ปัจจัยที่มีผลต่อการ ปฏิบัติทาง พลศึกษาที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านสติปัญญา ด้านจิตใจ ด้านการฝึกหัด และด้านร่างกาย โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติทักษะทางพลศึกษาที่มีความ ซับซ้อน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี ผลการทดสอบไค-สแควร์ (23) = 280.08 ค่าความน่าจะเป็น (P-value) = 0.16486 ค่าองศาอิสระ (d) = 258 ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง เปรียบเทียบ (CFI) = 1.000 ค่าปราณความคลาดเคลื่อนของรากกําลังสองเฉลี่ย (RMSEA) = 0.017 ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ตัวแปรตาม (R2) การปฏิบัติทักษะทางพลศึกษาที่มีความซับซ้อน = 0.66
ระยะที่ 2 รูปแบบการสอน ประกอบด้วย ขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน 6 ขั้น คือ 1) ขั้นการสร้าง แรงจูงใจและการเตรียมความพร้อม 2) ขั้นการรับรู้กลไกการเคลื่อนไหว 3) ขั้นการจินตภาพ 4) ขั้นการ ปฏิบัติทักษะ 5) ขั้นการให้ข้อมูลย้อนกลับและการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติทักษะ และ 6) ขั้นการสรุปและ สุขปฏิบัติ มีผลทําให้นักศึกษามีคะแนนความรู้การปฏิบัติทักษะการกระโดดเตะตะกร้อแบบตีลังกา หลัง เรียนตามรูปแบบการสอนผู้วิจัยพัฒนาขึ้นสูงกว่ารูปแบบการสอนตามปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และนักศึกษามีคะแนนการปฏิบัติทักษะการกระโดดเตะตะกร้อแบบตีลังกา หลังเรียนตามรูปแบบ การสอนผู้วิจัยพัฒนาขึ้นสูงกว่ารูปแบบการสอนตามปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ระยะที่ 3 ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการสอนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นพบว่านักศึกษา มีความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้น ด้านสติปัญญา ด้านจิตใจ ด้านการฝึกหัด และด้านร่างกาย อยู่ในระดับมากทุกรายการ เมื่อพิจารณาในภาพรวมนักศึกษามีความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอนที่ผู้วิจัย พัฒนาขึ้น อยู่ในระดับมาก
Article Details
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
ทิศนา แขมมณี. (2548). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์ จํากัด.
วรศักดิ์ เพียรชอบ. (2548), รวมบทความเกี่ยวกับปรัชญา หลักการ วิธีสอนและการวัดเพื่อประเมินผลทางพลศึกษา. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิลปชัย สุวรรณธาดา. (2548). การเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหว : ทฤษฎีและปฏิบัติการ. กรุงเทพฯ สํานักวิชาการวิทยาศาสตร์การกีฬา,
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมบัติ กาญจนกิจ และสมหญิง จันทรุไทย. (2542), จิตวิทยาการกีฬา แนวคิด ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ- กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์ จํากัด.
Bucher, C. A. (1975). Foundation of Physical Education. New York : The C.V. Mosby Company.
Morris, T.; Spittle, M., & Watt, A. P. (2005). Imagery in Sport. Champaign, IL: Human Kinetics.