การจัดการนวัตกรรมกีฬาและกิจกรรมทางกายเพื่อพัฒนา ความสามารถทางกลไกและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในเด็กออทิสติก
Main Article Content
บทคัดย่อ
กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานดําเนินโครงการ โรงเรียนเรียนรวม 2,700 โรง โดยให้เด็กออทิสติกไปเรียนกับเด็กปกติในปี 2550 แต่ยังไม่มีการเตรียม ความพร้อมในการพัฒนาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อนที่จะเข้าเรียนจากครูหรือผู้ปกครอง
วัตถุประสงค์การวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อสร้าง นวัตกรรมกีฬาและกิจกรรมทางกายเพื่อพัฒนาทักษะกลไกและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสําหรับเด็กออทิสติก 2. เพื่อศึกษาผลของการจัดการนวัตกรรมที่มีต่อความสามารถทางกลไกและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของ เด็กออทิสติก และเปรียบเทียบด้านนวัตกรรมกับกลุ่มตัวอย่างเป็นรายบุคคล 3. เพื่อศึกษาวิธีการจัดการ นวัตกรรมกีฬาและกิจกรรมทางกายพัฒนาความสามารถทางกลไกและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก ออทิสติก นัยสําคัญของการวิจัย คือ ความสามารถทางกลไกเป็นการพัฒนาเกี่ยวกับเซลสมองจากกิจกรรม ที่ใช้การประสานงานของมือและตาที่มีผลต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานที่สําคัญของเด็ก ออทิสติก การสร้างนวัตกรรมกีฬาและกิจกรรมทางกายจะเป็นการสร้างกระบวนการพัฒนาเด็กออทิสติก โดยผู้ปกครองและครูในโรงเรียนเรียนรวม และพัฒนาเป็นนวัตกรรมธุรกิจเพื่อสังคมในอนาคต
วิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้การวิจัยแบบอนุกรมเวลา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย เทคนิคทางเศรษฐมิติ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ใช้วิธีการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึกและ การประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ
ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1. นวัตกรรมกีฬาและกิจกรรมทางกายทั้ง 5 นวัตกรรม สามารถพัฒนา ความสามารถทางกลไกและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มตัวอย่างให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 01 2. การจัดการตามแผนที่ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครองและผู้วิจัยร่วมมือกัน ผลการประชุมของผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันทุกขั้นตอนของการวางแผนและผลการวิจัย
สรุปผล นวัตกรรมจากการวิจัยครั้งนี้ผู้ปกครองสามารถนําไปใช้พัฒนาความสามารถทางกลไกใน เด็กออทิสติกโดยไม่ต้องรอผลการตรวจอาการออติสติกจากทางการแพทย์
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
มูลนิธิออทิสติกไทย. (2556.) แถลงการณืรณรงค์ออทิสติกไทย 2013. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://www.awareness.autisticthai.com/index.php?name=news&file=readnews&id=13 (1 พฤษภาคม 2556)
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบเรียนร่วมสําหรับเด็กออทิสติก. การวินิจฉัยโรคออทิสซึม. เข้าถึงได้จาก http//:ednet.kku.ac.th/~autistic/pages/knowlage_treatment.html, (20 waualnu 2555).
American Psychiatric Association. (1994). Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders: DSM-IV (Internet]. (4th ed). Washington (DC): American Psychiatric Association. Available from: http://www.psychiatryonline.com/DSMPDF/dsm-iv.pd. (April 20, 2012)
Bryson, S. E. and Smith I. M. (1998). Epidemiology of Autism: Prevalence, Associated Characteristics, and Implications for Research and Service Delivery. Mental Retardation and Developmental Disabilities Research Reviews, 4, 97-103.
Corbin, C.B. (1977). Physical education: A view toward the future. A new wisdom for physical education. In R. Welsh (Ed.), @p. 160-164). St. Louis: C.V. Mosby.
Huebner, R.A. & Kraemer, G. (2001). “Sensorimotor aspects of attachment ans social relatedness in autism." In R. A. Huebner(ed). Autism: A sensorimotor approach to management (pp. 209-244) Gaithersburg, MD: Aspen.
Järbrink, K, Althoff, K. and Rubinstein, B. (2012). Socio-economic Impact on health care utilisation in a segragated city. Socialmedicinsk Tidskrift, 89 (3), 280-288.
Mary M. Smyth*, Heather I. Anderson. (2000). Coping with clumsiness in the school playground: Social and physical play in children with coordination impairments. British Journal of Developmental Psychology . Volume 18, Issue 3, pages 389-413, September
Morrison, Gillian. (2002). Moving to Learn in Country Schools. Brain Gym®Journal. Nov. Volume XVI. No. 3.
World Health Organization (WHO). (1992). The ICD-10 Classification of Mental and Behavioral Disorder: Clinical Description and Diagnostic Guidelines. Geneva: World Health Organization.