พฤติกรรมการออกกําลังกายของประชาชนในจังหวัดกระบี่
Main Article Content
บทคัดย่อ
ารวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออกกําลังกายและหาความสัมพันธ์ระหว่าง คุณลักษณะส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการออกกําลังกายของประชาชนในจังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ ศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กําหนดขนาดโดยใช้สูตรของยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 45% จากประชากร จํานวน 432,704 คน ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจํานวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ตามขนาดจํานวนของกลุ่มตัวอย่างที่คํานวณได้ในแต่ละอําเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามปลายเปิด ในการนี้ผู้วิจัยได้หาคุณภาพของแบบสอบถามดังกล่าว พบว่า มีค่าความ เชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.96 สําหรับการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้โปรแกรมสําเร็จรูปเพื่อ การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อคํานวณหาค่าร้อยละเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปและหาค่าสถิติ พรรณนาของพฤติกรรมการออกกําลังกาย รวมทั้งหาความสัมพันธ์ของคุณลักษณะส่วนบุคคลกับพฤติกรรม การออกกําลังกายของประชาชนในจังหวัดกระบี่ โดยการทําตารางไขว้ (Cross tabulation) และเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลในรูปตารางและความเรียง
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ 53.3 และเพศหญิงร้อยละ 46.7 มีอายุระหว่าง 26-45 ปี อาศัยอยู่ในเขตอําเภอเมืองกระบี่ จบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 24.5 มัธยมศึกษาร้อยละ 39.0 ปริญญาตรีร้อยละ 29.8 และสูงกว่าปริญญาโทร้อยละ 6.7 และมีอาชีพธุรกิจส่วนตัวและเกษตรกรรม กลุ่มตัวอย่างมีเจตคติเกี่ยวกับการออกกําลังกาย โดยมีความคิดเห็นว่าคนเราต้องการออกกําลังกายเป็นประจํา ทําให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง การออกกําลังกายเป็นกิจกรรมสนุกสนาน และต้องการออกกําลังกายอย่าง สม่ําเสมอในระดับมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ประโยชน์ของการออกกําลังกายโดยทราบว่าการ ออกกําลังกายช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายดีขึ้น ทําให้จิตใจแจ่มใส ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และช่วย สร้างเสริมบุคลิกภาพในระดับมากที่สุด ด้านการมีความรู้เกี่ยวกับการออกกําลังกาย กลุ่มตัวอย่างมีการปฏิบัติตัว ก่อนและหลังการออกกําลังกายได้อย่างถูกต้อง เลือกกิจกรรมออกกําลังกายที่เหมาะสมกับสภาพตนเองทราบถึงหลักการออกกําลังกายที่ถูกต้อง มีการออกกําลังกายหลายรูปแบบเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย ทราบถึงเหตุที่ควรระวังในการออกกําลังกาย และสวมใส่เครื่องแต่งกายที่เหมาะสมกับการออกกําลังกาย ในระดับมาก ด้านการมีวิธีการออกกําลังกาย โดยกลุ่มตัวอย่างมีการออกกําลังกายประมาณ 20-30 นาที ต่อครั้ง และมีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกําลังกายทุกครั้งในระดับมากที่สุด และด้านอุปสรรคของ การออกกําลังกายว่าไม่สามารถออกกําลังกายได้เพราะไม่มีสถานที่ รวมทั้งการไม่มีผู้สอนหรือแนะนําใน ระดับมาก ตามลําดับ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
กองสุขศึกษา. (2556). บทเรียนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยชุมชนที่ประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ : กระทรวงสาธารณสุข.
ชนินทร์ ล่ําซ้ํา. (2553). คนอ้วนกับการออกกําลังกาย, กรุงเทพฯ : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
ชนสรณ์ ภู่เด่นแดน. (2551). การระบุเพศจากโครงกระดูกมนุษย์ (Sex Determination from Human Skeleton), วารสารนิติเวชศาสตร์, 1, 25-34.
ธันวรุจน์ บูรณสุขสกุล. (2557) พฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น, กรุงเทพฯ : สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์.
พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์. (2558), การออกกําลังกายต่างวัย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิจิตร บุณยะโหตระ. (2554). ศาสตร์ชีวิต. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
สินศักดิ์ชนม์ อุ่นพรมมี. (2556) พัฒนาการสําคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ. กรุงเทพฯ : ธนาเพรส.
สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2555). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์, กรุงเทพฯ : สามลดา.
สํานักงานจังหวัดกระบี. (2557) แผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2557-2560. กระบี่ : คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ.
สํานักงานสถิติแห่งชาติ. (2551). การสํารวจอนามัยและสวัสดิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : ธนาเพรส.
Agopyan, A. (2015). Comparison of body composition, cardiovascular fitness, eating and exercise habits among university students. Anthropologist, 19(1), 145-156.
Arany, Z. (2014). Healthy mind, healthy body: Benefits of exercise. United States of America: Harvard College, Beth Israel Deaconess Medical Center Harvard Medical School.
Asch-Martin, C. (2014). The better quality of life. The Journey to a Better Quality of Life, 24(1), 32-33.
Berryman, J. W. (2010). Exercise Is Medicine : A historical perspective. Washington : American College of Sports Medicine.
Eliot, L. (2011). The trouble with sex differences. Neuron, 72(6), 895-898.
Karp, J. R., & Smith, C. S. (2013). Running For Women. Champaign IL : Human Kinetics.
Kozinn, R. L. (2014). Under Pressure: Hypertension risk and guidelines to lower cardiovascular morbidity and mortality. United States of America : University of Arizona.
Lake, J. P., Swinton, P. A., & Keogh, J. W. L., (2014). Practical applications of biomechanical principles in resistance training : Moment arms. The Journal of Fitness Research, (3)1: 19.32.
Larson, J. A., & Tsitsos, W. (2012). Speed dating and the presentation of self: A teaching exercise in impression management and formation. American Sociological Association, 41(3), 307-313.
Mackie, D. (2013). Guidelines on Physical Activity for Older People (aged 65 years and over), New Zealand; Wellington, Ministry of Health.
Melvin, A. O. (2012). Dating practices and patterns of disclosure among in-school adolescents in Oyo State, Nigeria. Africa Development, 37(3), 19-39.
Oliver, D., Foot, C., & Humphries, R. (2014). Making Our Health and Care Systems Fit for an Ageing Population. London: Grasshopper Design.
Roberts, R., O'Connor, K., & Belanger, C. (2013). Emotion regulation and other psychological models for body-focused repetitive behaviors. Clinical Psychology, 33, 745-762.
Savage, M. (2010). The politics of elective belonging housing, Theory and Society, 27(2), 115-161.
Yamane, T. (1967). Statistics and Introduction Analysis. 2nd Ed., New York: Harper and Row.