การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายในผู้สูงอายุ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบความเสื่อมถอยของร่างกายในผู้สูงอายุ 2) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายในผู้สูงอายุ และ 3) เพื่อจัดลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็นเพื่อลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายในผู้สูงอายุ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้สูงอายุทั่วประเทศ จำนวน 449 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายในผู้สูงอายุ
ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ในช่วง 0.60 - 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ Cronbach เท่ากับ 0.90 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าสถิติพื้นฐาน การทดสอบค่าที และใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบความเสื่อมถอยของร่างกายในผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่
1) ด้านระบบหัวใจและหลอดเลือด 2) ด้านระบบกระดูก 3) ด้านระบบกล้ามเนื้อ และ 4) ด้านระบบประสาท ส่วนผลการประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายในผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุมีความต้องการจำเป็นเพื่อลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายในผู้สูงอายุในทุกด้าน โดยมีลำดับดังนี้ 1) ด้านระบบกระดูก 2) ด้านระบบประสาท 3) ด้านระบบกล้ามเนื้อ และ 4) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
Atchara Purakom, Sirichai Sriprom, & Tharin Kanleung. (2018). Develop holistic physical activity learning curriculum for older adults. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 11(3), 2013 - 2030.
Cochran, W. G. (1953). Sampling techniques. New York: John Wiley & Sons.
Cochran, W. G. (1977). Sampling techniques (3rd ed.). New York: John Wiley & Sons.
Department of Physical Education. (2020). Manual for exercise in the elderly. Bangkok: S.S. Printing & Design.
Department of Older Persons. (2024). Elderly statistics April 2024. Retrieved from https://www.dop.go.th/th/statistics_page?cat=1&id=2552.
Eliopoulos, C. (2014). Gerontological nursing (8th ed.). Philadelphia: Lippincott William & Wilkins.
Jatuporn Phoemsapthawee. (2021). Exercise for older adults. Nakhon Pathom: National Agricultural Extension and Training Center. Kasetsart University Kamphaeng Saen Campus.
Klit Kiattiyan, & Tanastha Rojanatrakul. (2022). Preparation for aging society. The Golden Teak: Humanity and Social Science Journal, 28(1), 9 – 18.
Lapasrada Thanapant, Pansak Polsaram, & Sornnate Areesophonpichet (2021). Demands of short-term courses for elderly readiness in Thai higher education institutions. Journal of Administrative and Management Innovation, 9(3), 1 - 17.
Paolo Hospital. (2023). Bone and joint disease Health problems of the elderly. Retrieved from https://shorturl.asia/3VzvL
Sureerat Na Wichian, & Juthamas Rattana - umpa. (2022). Health promotion for older persons in the community. Dhammathas Academic Journal, 22(4), 347 - 360.
Suwimon Wongwanit. (2019). Needs assessment research. Bangkok: Chulalongkorn University Publishing.
Vilaivan Thongcharoen. (2015). The science and art of nursing for the elderly (2nd ed.). Bangkok: Faculty of Nursing Textbook Project. Mahidol University.