การพัฒนาสมรรถภาพทางกลไกของนักศึกษาที่เรียนวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาสุขภาพ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกตามโปรแกรมแบบฝึกที่มีต่อสมรรถภาพทางกลไกของนักศึกษาที่เรียนในวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาสุขภาพ ประชากร คือ นักศึกษา จำนวน 140 คน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาสุขภาพจาก 4 สาขาวิชา เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกของสมาคมกีฬาสมัครเล่นประเทศญี่ปุ่น (JASA) และโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกลไก 12 สัปดาห์ กำหนดให้นักศึกษาโดยทำการทดสอบก่อนการฝึกและหลังการฝึกกับแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกของสมาคมกีฬาสมัครเล่นแห่งประเทศญี่ปุ่น 5 รายการ ได้แก่ การยืนกระโดดไกล ลุก-นั่ง 30 วินาที ดันพื้น วิ่งกลับตัว 15 วินาที และวิ่ง 5 นาที แล้วทำการฝึกโดยใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกลไกเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ t-test และ One way Anova ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพทางกลไกของผู้เรียนหลังการฝึกของการยืนกระโดดไกล ลุก-นั่ง 30 วินาที ดันพื้น วิ่งกลับตัว 15 วินาที และวิ่ง 5 นาที ได้แก่ 180.04, 23.12, 17.60, 36.62 และ 684.79 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของสมรรถภาพทางกลไกของผู้เรียนก่อนการฝึกและหลังการฝึกมีความก้าวหน้าร้อยละ 7.12, 17.00, 17.02, 10.30 และ 2.11 ตามลำดับ และเปรียบเทียบผลของการฝึกตามโปรแกรมพบว่า นักศึกษาสาขาวิชาไฟฟ้า นักศึกษาสาขาวิชาโยธา และนักศึกษาสาขาวิชาช่างยนต์ ไม่มีความแตกต่างกันในสมรรถภาพทางกลไก แต่นักศึกษาสาขาวิชาบัญชีมีสมรรถภาพทางกลไกน้อยกว่านักศึกษาสาขาวิชาไฟฟ้า นักศึกษาสาขาวิชาโยธา และนักศึกษาสาขาวิชาช่างยนต์ และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
Cureton. T. K. (1965). Physical fitness and dynamic health. New York: Dial Press.
Demonstration School of Pre-Engineering and Technology. (2020). Vocational certificate program. Faculty of Industry and Technology. Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus.
Harit Hatta, Banchob Piromkum, & Wallee Phattaropas. (2014). The effects of plyometric training on the agility of futsal players. Journal of Sports Science and Technology, 14(2), 53-63.
Miller, A. J, I. M. Grais, E. Winslow and L.A Kaminsky. (1991). The Defition of Physical Fitness. The Journal of Sport Medicine and Physical Fitness, 31(12), 639-640.
Natthaphon Worapakk, Laksamee Chimwong, & Anan Malarat. (2021). A comparison of the effects of concurrent training on the mechanical fitness of female high school futsal players (Master's thesis), Srinakharinwirot University.
Piyawat Kettwongsa, & Panya Chulert. (2017). The effectiveness of a prototype for reducing sedentary and screen behaviors in adolescents. Bangkok Thonburi University Academic Journal, 6(2), 124-137.
Pollard, R D. (1981). A Comparison of motor fitness performance of students by age sex, ethnic and Socioeconomic status. Stanford University.
Tinkorn Choampong, Siam Thongbai, Thanasiri Choktaveepanich, Supakit Wiriya-kit, & Wutthichai Prapakitiratana. (2019). The development of a motor performance test for physical education students of Nakhon Sawan Rajabhat University. Journal of Humanities and Social Sciences, Nakhon Sawan Rajabhat University, 6(2), 28-38.
Watthanapong Onnum. (2014). The effects of health and recreation courses on the mechanical fitness of students at Rajabhat Huamun University. Ratchaburi: Research Report. Rajabhat Huamun University.