ผลของโปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมและอัตราการกรองผ่านไตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 3 โรงพยาบาลขุนตาล อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย

ผู้แต่ง

  • รุ่งทิวา เงินแท้
  • ปิยาภรณ์ เพ็ญประไพ
  • ช่อทิพย์ คูหา
  • ภัสชลิตา อนุเคราะห์

คำสำคัญ:

โปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง , พฤติกรรมการชะลอไตเสื่อม , อัตราการกรองผ่านไต , โรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 3

บทคัดย่อ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 3 ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง และเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอัตราการกรองผ่านไต (eGFR) ระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยจับฉลากเลือกกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 3 จำนวนทั้งหมด 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน กลุ่มควบคุม 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง คู่มือการชะลอไตเสื่อม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการชะลอไตเสื่อม แบบบันทึกผลการปฏิบัติการชะลอไตเสื่อมด้วยตนเอง แบบบันทึกการติดตามเยี่ยมบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนาการแจกแจงความถี่และร้อยละ เปรียบเทียบก่อนหลังการทดลองด้วย paired t-test และเปรียบเทียบ 2 กลุ่มด้วย independent t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยอัตราการกรองผ่านไตสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุม สรุปว่า การปฏิบัติตามโปรแกรมการสนับสนุนและการจัดการตนเอง ส่งผลให้กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และค่าเฉลี่ยอัตราการกรองผ่านไตเพิ่มขึ้นหลังได้รับโปรแกรมและเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมแต่ไม่แตกต่างกันทางสถิติ

เอกสารอ้างอิง

Francis A, Harhay MN, Ong ACM, Tummalapalli SL, Ortiz A, Fogo AB, et al. “Chronic kidney disease and the global public health agenda: an international consensus” Nature Reviews Nephrology. 20: 473-85; July, 2024.

กระทรวงสาธารณสุข. รายงานตามตัวชี้วัดในระดับกระทรวงปี 2561. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข, 2567.

KDIGO. “Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease” Kidney int. 105(4s): S117-34. 2024.

เย็นอุรา สัตยาวัน. “คุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ใช้การรักษาแบบประคับประคอง อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี” วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี. 30(3): 435-45; กันยายน-ธันวาคม, 2565.

Saritsiri S, Mongkolchati A, Suksaroj T. “Prevalence of chronic kidney disease and related factors among diabetic patients in primary care, Bangkok, Thailand” Journal of Public Health and Development. 19(1): 1-18; January-April, 2021.

Cha’on U, Tippayawat P, Sae-ung N, Pinlaor P, Sirithanapho W, Theeranu A. “High prevalence of chronic kidney disease and its related risk factors in rural areas of northeast Thailand” Scientific Reports. 12: 18188. 1-11; October, 2022. https://doi.org/10.1038/s41598-022-22538-w.

Theeranut A, Methakanjanasak N, Lertsinudom S, Surit P, Panyaek N, Leeladapattarakul S, et al. “Integrated Care Model by the Village Health Volunteers to Prevent and Slow down Progression of Chronic Kidney Disease in a Rural Community, Thailand” Journal of Primary Care & Community Health. 15: 1-11; 2024. doi: 10.1177/21501319241240355.

วีณา สุทธิดี, ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล, และนพวรรณ สุนทรวิภาต. “คุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการล้างไต: การศึกษาเปรียบเทียบ” วารสารสุขภาพและการพยาบาล มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 2(2): 112-26;กรกฎาคม-ธันวาคม, 2566.

สำราญ พูลทอง, สุปราณี เมืองโคตร, วิลาวัลย์ หลักเขต. “ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3” วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์. 7(1): 91-104. มกราคม-เมษายน, 2566.

สุภาพ สุทธิสันต์ชาญชัย, อรสา โอภาสวัฒนา. “ประสิทธิผลของโปรแกรมชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ของคลินิกโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” วารสารแพทย์เขต 4-5. 40(2): 255-67; เมษายน-มิถุนายน, 2564.

Rosenstock IM, Stretcher VJ, Becker MH. “Social learning theory and the health belief model” Health Education Quarterly. 15: 175-83; 1998. doi: 10.1177/109019818801500203.

Kanfer FH, Gaelick-Buys L. “Self-management methods. In: Kanfer FH, Goldstein A, editors. Helping people change: textbook of methods” p.305-360; 1991.

บุญใจ ศรีสถิตนรากูร. ขนาดอิทธิพล การวิเคราะห์อำนาจ การคำนวณขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมโดยใช้โปรแกรม G* power. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2563.

IBM. SPSS Statistics 20. 2021.

เพียงดาว จุลบาท, นงณภัทร รุ่งเนย. “ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 ในโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี” วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุพรรณบุรี. 7(1): 95-112; มกราคม-มิถุนายน, 2567.

รภัสสา รักเกื้อ. “ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง ความดันโลหิตและอัตราการกรองของไต ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ที่คลินิกความดันโลหิตสูง แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเขาพนม จังหวัดกระบี่” วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ. 9(3): 535-542; กรกฎาคม-กันยายน, 2567.

พนิดา รัตนศรี. “ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสำราญ” วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น. 4(2): 209-24; กรกฎาคม-ธันวาคม, 2565.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-10

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย