ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยแผ่นฝึกการทรงตัวต่อความสามารถในการเดินของ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก โรงพยาบาลกระทุ่มแบน

ผู้แต่ง

  • นิศามณี ดีจงเจริญ กลุ่มงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร
  • ธนากร ธนวัฒน์ หลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์

คำสำคัญ:

กระดูกสะโพกหัก, ความสามารถในการเดิน, แผ่นฝึกการทรงตัว, ความกลัวการหกล้ม

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน–หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกการทรงตัวด้วยแผ่นฝึกการทรงตัว ต่อความสามารถในการเดิน ความสามารถการทรงตัว และความกลัวการล้มของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหญิงอายุระหว่าง 64-90 ปี จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบโอทาโก บนแผ่นฝึกการทรงตัว สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 40–45 นาที เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลประกอบด้วยการทดสอบการเดิน 10 เมตร การทดสอบลุกจากเก้าอี้และเดิน และแบบการประเมินความกลัวการล้ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ Paired t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบโอทาโก บนแผ่นฝึกการทรงตัว เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักมีค่าเฉลี่ยของระยะเวลาในการทดสอบการเดิน 10 เมตร เท่ากับ 27.93 ± 11.71 วินาที การทดสอบลุกจากเก้าอี้และเดินมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.48 ± 10.80 วินาที และคะแนนการกลัวการล้ม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.77 ± 2.05 คะแนน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายแบบโอทาโกบนแผ่นฝึกการทรงตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดิน การทรงตัว และลดความกลัวการหกล้มของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักได้ พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องสามารถนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเพื่อส่งเสริมการช่วยเหลือตนเองในระยะฟื้นฟูหลังการผ่าตัดได้

เอกสารอ้างอิง

พัชราพร ตาใจ. กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ: บทบาทพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ก่อนและหลังผ่าตัดกระดูกสะโพก. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน. 2563; 26(4): 116-28.

Andaloro S, Cacciatore S, Risoli A, Comodo RM, Brancaccio V, Calvani R, Giusti S, Schlögl M, D'Angelo E, Tosato M, Landi F, Marzetti E. Hip fracture as a systemic disease in older adults: a narrative review on multisystem implications and management. Med Sci (Basel). 2025; 13(3): 89.

Charatcharoenwitthaya N, Nimitphong H, Wattanachanya L, Songpatanasilp T, Ongphiphadhanakul B, Deerochanawong C, Karaketklang K. Epidemiology of hip fractures in Thailand. Osteoporos Int. 2024; 35(9): 1661–8.

Handoll HH, Sherrington C, Mak JC. Interventions for improving mobility after hip fracture surgery in adults. Cochrane Database Syst Rev. 2022; 2022(9): CD001704.

Clemson L, Fiatarone Singh MA, Bundy A, Cumming RG, Manollaras K, O’Loughlin P, et al. Integration of balance and strength training into daily life activity to reduce rate of falls in older people (the LiFE study): randomized parallel trial. BMJ. 2012; 345: e4547.

Bai F, Leng M, Zhang Y, Guo J, Wang Z. Effectiveness of intensive versus regular or no exercise in older adults after hip fracture surgery: A systematic review and meta-analysis. Braz J Phys Ther. 2023;27(1):1–10.

Che YJ, Qian Z, Chen Q, Chang R, Xie X, Hao YF. Effects of rehabilitation therapy based on exercise prescription on motor function and complications after hip fracture surgery in elderly patients. BMC Musculoskelet Disord. 2023; 24(1):817.

Yang Y, Wang K, Liu H, Qu J, Wang Y, Chen P, Zhang T, Luo J. The impact of Otago exercise programme on the prevention of falls in older adult: A systematic review. Front Public Health. 2022; 10: 953593.

Dadgari A, Aizan Hakim MN, Chaman R, Mousavi, Poh Hin L, et al. Randomized control trials on Otago Exercise Program (OEP) to reduce falls among elderly community dwellers in Shahroud, Iran. Iran Red Crescent Med J. 2016; 18(5): e26340.

ฉัตรสุดา ศรีสุดา, ปารวี มุสิกรัตน์, ปฏิมา ศิลสุภดล, กนกวรรณ ศรีสุภรกรกุล. ผลของการฝึกเดินถอยหลัง และเดินไปข้างหน้าต่อการทรงตัว ตัวแปรด้านระยะทางและเวลาเดิน และความเสี่ยงของการหกล้มในผู้สูงอายุ. วารสารกายภาพบำบัด. 2565; 44(1): 12–28.

Önal B, Kocaman AA. The validity and reliability of the 10-meter walk test with obstacles in community-dwelling older adults. Int J Rehabil Res. 2025;48(2):120–5.

Kear BM, Guck TP, McGaha AL. Timed Up and Go (TUG) test: normative reference values for ages 20 to 59 years and relationships with physical and mental health risk factors. J Prim Care Community Health. 2017; 8(1): 9–13.

Delbaere K, Close JC, Mikolaizak AS, Sachdev PS, Brodaty H, Lord SR. The Falls Efficacy Scale International (FES-I). A comprehensive longitudinal validation study. Age Ageing. 2010;39(2):210–6.

ลัดดา เถียมวงศ์. การทดสอบคุณสมบัติของเครื่องมือประเมินอาการกลัวหกล้มในผู้สูงอายุไทย. สงขลานครินทร์เวชสาร. 2554; 29(6): 277–87.

อังคณา พรประไพ. การออกกำลังกายบนพื้นผิวที่ต่างกันต่อความสามารถในการทรงตัวและการเดินของผู้สูงอายุที่กระดูกข้อสะโพกหัก. พุทธชินราชเวชสาร. 2563; 37(2): 226–36.

พิมพ์ชนก ปานทอง และสุกัญญา แสงภารา. ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบ OTAGO ต่อการทรงตัวและความกลัวในการล้มของผู้สูงอายุภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9. 2567; 18(2): 739-754.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-10

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย