ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพในการป้องกัน โรคเหงือกอักเสบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี

ผู้แต่ง

  • ณัฏฐ์ชานันท์ กมลฤกษ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • สมพร แก้วทอง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ธิดารัตน์ วันริโก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • สุนิสา สร้อยทอง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

ความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ, โรคเหงือกอักเสบ, โปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านทันต-สุขภาพในการป้องกันโรคเหงือกอักเสบในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 57 คน ดำเนินการวิจัยเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปชนิดตอบด้วยตนเอง (Self-administered questionnaire) แบบประเมินความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ และชุดโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ ที่พัฒนามาจากแนวคิดทฤษฎีความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (56.1%) มีอายุเฉลี่ย 15 ปี
ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพในการป้องกันโรคเหงือกอักเสบอยู่ในระดับต่ำ หลังการ
เข้าร่วมโปรแกรม พบว่าระดับความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทุกด้าน (p-value < 0.001)
โดยคะแนนเฉลี่ยโดยรวมเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำเป็นระดับปานกลาง บทสรุป: โปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพแสดงประสิทธิผลในการพัฒนาความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคเหงือกอักเสบในนักเรียนวัยรุ่นตอนต้น ข้อเสนอแนะ: สำหรับการประยุกต์ใช้ในอนาคตควรขยายระยะเวลาการดำเนินโปรแกรมเป็นอย่างน้อย 8 สัปดาห์ และควรมีการศึกษาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Global strategy and action plan on oral health 2023–2030. World Health Organization; 2024. Accessed October 15, 2025. https://www.who.int/publications/i/item/9789240090538

World Health Organization. Global Oral Health Status Report: Towards Universal Health Coverage for Oral Health by 2030. World Health Organization; 2022.

สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย. รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ประเทศไทย พ.ศ. 2566. สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2567.

Sørensen K, Van den Broucke S, Fullam J, et al. Health literacy and public health: a systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health. 2012;12:80. Published 2012 Jan 25. doi:10.1186/1471-2458-12-80

Office of Disease Prevention and Health Promotion. Health literacy in Healthy People 2030. Healthy People 2030. US Department of Health and Human Services. Accessed December 17, 2025. https://health.gov/healthypeople/priority-areas/health-literacy-healthy-people-2030

Firmino, R. T., Ferreira, F. M., Paiva, S. M., Granville-Garcia, A. F., Fraiz, F. C., & Martins, C. C. (2017). Oral health literacy and associated oral conditions: A systematic review. Journal of the American Dental Association (1939), 148(8), 604–613. https://doi.org/10.1016/j.adaj.2017.04.012

Alzeer M, AlJameel A, Rosing K, Øzhayat E. The association between oral health literacy and oral health-related behaviours among female adolescents in the Kingdom of Saudi Arabia: A cross-sectional study. Saudi Dent J. 2024;36(7):1035-1042. doi:10.1016/j.sdentj.2024.05.007

วุฒิพงศ์ ธนะขว้าง. ประสิทธิผลโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพการดูแลสุขภาพช่องปากในสามเณรโรงเรียนพระปริยัติธรรม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน. 2564;7(1):87.

Faul F, Erdfelder E, Buchner A, Lang AG. Statistical power analyses using G*Power 3.1: tests for correlation and regression analyses. Behav Res Methods. 2009;41(4):1149-1160. doi:10.3758/BRM.41.4.1149

ยุภารัตน์ ทุมแก้ว. ผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกันโรคเหงือกอักเสบของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประถมศึกษา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น. วารสารทันตาภิบาล. 2561;29(1):42.

กองสุขศึกษากรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. การเสริมสร้างและประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุ 7-14 ปี) กลุ่มประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปฉบับปรับปรุงปี 2561. นนทบุรี: กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนการบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, 2561.

รอซีกีน สาเร๊ะ, คันธมาทน์ กาญจนภูมิ, กัลยา ตันสกุล. ความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพกับการดูแลสุขภาพช่องปากของวัยรุ่นตอนต้นในจังหวัดยะลา. 2564, 3(3)

Mutarai T, Kamonram C, Songphaeng T, Thapthiangtawee N, Suriyawong W. ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาต่อการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากของ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กรณีศึกษาในอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร. Thai Dental Public Health Journal. 2022;27:41-59.

จันทร์จิรา อยู่เกียรติกุล. ผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคเหงือกอักเสบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลดอยหลวง อำเภอดอยหลวงจังหวัดเชียงราย. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท]. มหาวิทยาลัยพะเยา; 2561.

Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: A challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st Century. Health Promot Int. 2000;15(3):259-267.

ธนยพร พิลึก, เสน่ห์ แสงเงิน. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีปัญญาสังคมในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท]. มหาวิทยาลัยนเรศวร; 2565.

ศตายุ ผลแก้ว, ธนกาญจน์ พรหมสาขา, สุจิตรา กินไธสง, et al. ผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเหงือกอักเสบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา. 2564;1(1):61-76.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-02-16

รูปแบบการอ้างอิง

1.
กมลฤกษ ณ, แก้วทอง ส, วันริโก ธ, สร้อยทอง ส. ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพในการป้องกัน โรคเหงือกอักเสบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี. J Chulabhorn Royal Acad [อินเทอร์เน็ต]. 16 กุมภาพันธ์ 2026 [อ้างถึง 2 มีนาคม 2026];8(2):119-30. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jcra/article/view/276628

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย