การพัฒนารูปแบบการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ในประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่อาศัยในชุมชน

ผู้แต่ง

  • ภัทราวดี แซ่ลี สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ
  • ภัทรวดี ศรีรัตนโชติ สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ
  • สหรัฐ กันยะมี สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ
  • สุธาสินี สุขสะอาด สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ
  • ณฐกมล ผดาเวช สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ
  • ประเสริฐ ประสมรักษ์ สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ

คำสำคัญ:

ปัจจัยเสี่ยง, โรคหลอดเลือดสมอง, แอปพลิเคชัน

บทคัดย่อ

บทนำ: โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ และที่สำคัญทำให้สมองไม่สามารถสั่งงานไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ เช่น การพูด การเคลื่อนไหว การจำ และรุนแรงไปจนถึงทำให้เสียชีวิตได้ วัตถุประสงค์: การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ เพื่อศึกษาปัจจัยมีผลต่อความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และพัฒนารูปแบบการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไปที่อาศัยในชุมชน วิธีการศึกษา:กำหนดกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่มีโรคประจำตัว และมีโรคประจำตัว คำนวณขนาดตัวอย่างสำหรับวิเคราะห์สมการถดถอยพหุได้เท่ากับ 180 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ปัจจัยเสี่ยง ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Pearson correlation และ Logistic Regression ผลการศึกษา: ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปของที่ไม่มีโรคประจำตัว และมีโรคประจำตัว ในเขตพื้นที่ศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 51.80±8.01 ปี และ 56.20±11.20 ปี ตามลำดับ มีดัชนีมวลกายเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ภาวะน้ำหนักเกินขึ้นไป ไม่มีประวัติการเจ็บป่วยภายในครอบครัวเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว และในกลุ่มที่มีโรคประจำตัวส่วนใหญ่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ประวัติการเจ็บป่วยภายในครอบครัว ดัชนีมวลกาย และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และความเหมาะสมของแบบจำลองโดยมีค่าความเป็นไปได้ เท่ากับ 38.265 ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายความเสี่ยงฯ เท่ากับร้อยละ 58.2 (R2 = 0.582) และมีความแม่นยำเท่ากับร้อยละ 94.5 บทสรุป: จากปัจจัยเชิงสาเหตุนำมาสังเคราะห์โมเดลรูปแบบการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล “Stroke Catch Application” ซึ่งมีฟังก์ชั่น 1. รับรู้ถึงสภาวะสุขภาพของตนเองด้วยการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฯ และความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับกลุ่มที่มีโรคประจำตัว 2. การวางแผนดูแลตนเองในด้านการรับประทานยา และการออกกำลังกาย และ 3. การให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรืออื่น ๆ ดังนั้นจึงควรนำรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ และพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้ได้จริงต่อไป

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

ญนัท วอลเตอร์, โรชินี อุปรา, ประกายแก้ว ธนสุวรรณ. การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมองสำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง ในชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือ. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 2559;3(2):100-116.

กุลยา นาคสวัสดิ์. การศึกษาทางวิทยาการระบาดของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: Epidemiological study of chronic non communicable diseases (CNCD). พิมพ์ครั้งที่ 2. โนเบล; 2556.

กองโรคไม่ติดต่อ / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค. กรมควบคุมโรค รณรงค์วันอัมพาตโลก ปี 2562 ให้ประชาชนรับรู้สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง ลดความเสี่ยงเป็นอัมพาต. สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. เผยแพร่ 25 ตุลาคม 2562. เมื่อ 24 สิงหาคม 2563. https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/02/133619/

กองโรคไม่ติดต่อ สำนักโรคไม่ติดต่อ. จำนวนและอัตราตายโรคไม่ติดต่อ ปี 2559 - 2561 (รวม 4 โรค / ความดันโลหิตสูง/เบาหวาน/หัวใจขาดเลือด/หลอดเลือดสมอง/หลอดลมอักเสบ/ถุงลมโป่งพอง). กองโรคไม่ติดต่อ สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. เผยแพร่ 22 ตุลาคม 2562. เมื่อ 25 สิงหาคม 2563. http://www.thaincd.com/2016/mission/documents-detail.php?id=13653&tid=32&gid=1-020

นงพิมล นิมิตรอานันท์, ศศิธร รุจนเวช, จุฑารัตน์ ผู้พิทักษ์กุล. รูปแบบการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพโรคหลอดเลือดสมองตามมิติวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ: กรณีศึกษาชุมชนหนึ่งในจังหวัดนครปฐม. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. 2562;27(2):80-92.

ไพรินทร์ พัสดุ, ดารุณี จงอุดมการณ์. การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มเสี่ยง. วารสารพยาบาลสภากาชาดไทย. 2020;13(1):179-195.

วรรณวรา ไหลวารินทร์, กัญญา เลี่ยนเครือ. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา. วารสารกองการพยาบาล. 2559;43(3).

อุไร ดวงแก้ว, อภิญญา จำปามูล. ผลของการจัดการผู้ป่วยรายกรณีในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกต่อระยะวันนอน ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล และความพึงพอใจของทีมสหสาขาวิชาชีพ. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2561;36(3):42-50.

กระทรวงสาธารณสุข. ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนได้รับการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD Risk). Key Performance Indicators: กระทรวงสาธารณสุข. เผยแพร่ 2563. เมื่อ 24 สิงหาคม 2563. http://healthkpi.moph.go.th/kpi/kpi-list/view/?id=33

สมชัย อัศวสุดสาคร, สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ, สาวิตรี วิษณุโยธิน. การบูรณาการระบบบริการสุขภาพเพื่อคัดกรองและลดกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จังหวัดนครราชสีมา 2560-2561. วารสารกรมการแพทย์. 2561;44(5):150-157.

สุทัสสา ทิจะยัง. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน มหาวิทยาลัยคริสเตียน; 2557.

ปรารถนา วัชรานุรักษ์, อัจฉรา กลับกลาย. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จังหวัดสงขลา. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 2560;4(1):217-233.

นิตยา เพ็ญศิรินภา. การเสริมพลังเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด: แนวคิดและการปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 4. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช; 2557.

ภารดี เหรียญทอง, วิไลวรรณ ทองเจริญ, นารีรัตน์ จิตรมนตรี, วิชชุดา เจริญกิจการ. ประสิทธิผลของโปรแกรมการสร้างเสริมพลังอำนาจต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 2558;35(ฉบับพิเศษ):143-148.

สุริยา หล้าก่ำ, ศิราณีย์ อินธรหนองไผ่. ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกัน โรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารพยาบาลตำรวจ. 2560;9(2):85-94.

รุ่งรัตน์ พละไกร, เบญจวรรณ อ่อนอรรถ, รุ่งเจริญ ภะวัง และคณะ. การพัฒนารูปแบบการจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยง STROKE และ STEMI อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.); 2561. https://www.niems.go.th/1/Ebook/Detail/1127?group=34

สุธิดา นครเรียบ, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ, วิชชุดา เจริญกิจการ, สงคราม โชติอนุชิต, วชิรศักดิ์ วานิชชา. ประสิทธิผลของโมบายแอพพลิเคชั่นต่อความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2560;35(3):58-69.

Rist PM, Buring JE, Kase CS, Kurth T. Healthy Lifestyle and Functional Outcomes from Stroke in Women. Am J Med. 2016;129(7):715-724.e2. https://doi.org/10.1016/j.amjmed.2016.02.002

นพดล คำภิโล. ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลแม่ทะ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง. การค้นคว้าอิสระของการศึกษาตามหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2559.

จิรบูรณ์ โตสงวน, สุชัญญา อังกุลานนท์, หทัยชนก สุมาลี, กนิษฐา บุญธรรมเจริญ. ความสัมพันธ์และความเสี่ยงสัมพัทธ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจจากการสูบบุหรี่:การศึกษาทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เชิงอนุมาน. 2556;6(2):248-259.

ภราดร ล้อธรรมมา, ปัทมา สุพรรณกุล. Mobile Application คัดกรองความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสำหรับกลุ่มเสี่ยง. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์. 2563;12(1):52-58.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2021-04-23

รูปแบบการอ้างอิง

1.
แซ่ลี ภ, ศรีรัตนโชติ ภ, กันยะมี ส, สุขสะอาด ส, ผดาเวช ณ, ประสมรักษ์ ป. การพัฒนารูปแบบการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ในประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่อาศัยในชุมชน. J Chulabhorn Royal Acad [อินเทอร์เน็ต]. 23 เมษายน 2021 [อ้างถึง 1 มกราคม 2026];3(2):106-18. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jcra/article/view/248137

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย