ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองต่อ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองของผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
คำสำคัญ:
โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเอง, ความรู้, ทัศนคติ, พฤติกรรมการดูแลตนเอง, โรคพยาธิใบไม้ตับบทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ที่มีความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการดูแลตนเองต่ำกว่าเกณฑ์ถึงปานกลาง จำนวน 42 คน โดยกลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองระยะเวลา 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบคะแนนความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการดูแลตนเอง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ด้วยสถิติ Paired Sample t-test
ผลการศึกษาพบว่า เพศชายต่อเพศหญิง ร้อยละ 50.00 อายุเฉลี่ย 62±6.25 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 81 การศึกษาสูงสุดในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 83.30 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากที่สุด ร้อยละ 31 รายได้เฉลี่ย 3,033.33 บาทต่อเดือน อาศัยอยู่ในชุมชนช่วงเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา ร้อยละ 95.20 อยู่ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะใช้สำหรับจับปลา ร้อยละ 85.70 และกินปลาในแหล่งน้ำชุมชนร้อยละ 76.20 ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับ ก่อนได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเท่ากับ 6.74±1.41, 2.23±0.35 และ2.56±0.22 ตามลำดับ และค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับ ภายหลังได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ เท่ากับ 8.10 ±1.10, 2.49 ±0.29 และ 2.76±0.18 ตามลำดับ ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.001, 0.009 และ 0.001) ตามลำดับ ดังนั้นโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ สามารถเพิ่มความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลตนเองให้แก่ผู้ที่ได้รับโปรแกรมนี้ได้ ควรมีการนำโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับนี้ไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2557). แผนปฏิบัติการโรคพยาธิใบไม้ตับ. สืบค้น 20 เมษายน 2560, จาก http://www.opdcddc.org/document/document/meetingreport/2558.
กระทรวงสาธารณสุข. (2555). ยุทธศาสตร์ “กาจัดพยาธิใบไม้ตับ ลดมะเร็งท่อน้ำดี วาระคน อีสาน”. นนทบุรี: สำนักบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข.
กาญจนา ฮามสมพันส์. (2559). ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับของหัวหน้าครัวเรือน ตำบลบ้านฝาง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น, 23(2), 9-22.
กิจปพน ศรีธานี. (2560). ความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับของประชาชนในตำบลลำคลอง อำเภอเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 11(3), 23-29.
จุฬากรณ์ โสตะ (2561). ทำการศึกษาประสิทธิผลของสื่อการสอนพฤติกรรมการป้องกันพยาธิใบไม้ตับระหว่างสื่อ วีซีดี และคู่มือในนักเรียนประถมศึกษา. ขอนแก่น: คณะแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
เพ็ญนภา คงศิลา. (2558). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้การป้องกันการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับต่อความรู้และการรับรู้ภาวะสุขภาพในกลุ่มเสี่ยง. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 10(2), 19-28.
บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์. (2551). การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน. ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
วีระพล วิเศษสังข์. (2558). โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยแกนนำสุขภาพปรปะจำครอบครัวต่อการลดการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มวัยแรงงาน ตำบลขะยูง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น, 24(3), 61-74.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่. (2561). ระเบียนรายงานโรคหนอนพยาธิ. เชียงใหม่: กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, เอกสารอัดสำเนา.
อาภาพร เผ่าวัฒนา. (2554). การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชนการประยุกต์แนวคิดและทฤษฏีสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา.
Anderson, L. W. et al. (2001). A Taxanomy for Learning, Teaching, and Assessing: A Revision of Bloom’s Taxanomy of Educational Objectives. USA: Addison Wesley Longman.
Cronbach, L. J. (1963). Educational Psychology. New York: Harcourt Brace And World, Inc. 68-70.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


