ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลกระตุ้นการดูดกลืนในทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,000 กรัม ที่มีปัญหาการดูดกลืน ตึกทารกป่วย โรงพยาบาลน่าน
คำสำคัญ:
แนวปฏิบัติการพยาบาล, การกระตุ้นการดูดกลืน, ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลกระตุ้นการดูดกลืนทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,000 กรัม ที่มีปัญหาการดูดกลืน โดยเปรียบเทียบระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจากการให้นมทางสายยางสู่การกินนมทางปาก ได้แก่ จำนวนวันที่กินนมทางปากมากกว่าหรือเท่ากับครึ่งของปริมาณน้ำนมทั้งหมด จำนวนวันที่กินนมเองทางปากทั้งหมด และจำนวนวันที่ใส่สายยางให้อาหาร ในกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมจำนวน 36 รายที่เข้ารับการรักษาระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 กับกลุ่มทดลองจำนวน 26 รายที่เข้ารับการรักษาระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการดูแลใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลกระตุ้นการดูดกลืน โดยพยาบาลร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด ให้การกระตุ้นการดูดกลืนครั้งละ 5 นาที ก่อนการให้นม 15-30 นาที วันละ 2 ครั้ง เวลาเช้าและบ่าย ห่างกัน 6 ชั่วโมง ในขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลรักษาพยาบาลตามปกติ เปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองด้วยสถิติที่ Mann-Whitney-Wilcoxon (Rank Sum Test)
ผลการวิจัยพบว่า หลังการใช้แนวปฏิบัติพยาบาลนี้ในกลุ่มทดลอง ค่าเฉลี่ยลำดับของจำนวนวันที่กินเองทางปากได้มากกว่าหรือเท่ากับครึ่งของปริมาณน้ำนมทั้งหมดลดลงจาก 36.4 วันเหลือเป็น 24.71 วัน (p-value= 0.011) จำนวนวันที่กินนมเองทางปากได้ครบทั้งหมดลดลงจาก 37.93 วันเป็น 22.60 วัน (p-value= 0.001) และจำนวนวันที่ใส่สายยางให้อาหารได้ลดลงจาก 36.51 วันเป็น 24.56 วัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value< 0.05) งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานสามารถนำแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ ไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยทารกแรกเกิดที่มีปัญหาดูดกลืน เพื่อให้สามารถลดจำนวนวันที่ใส่สายยางให้อาหาร และสามารถกินเองทางปากได้รวดเร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนวันนอนโรงพยาบาลได้
เอกสารอ้างอิง
กองบริหารการสาธารณสุข. (2563). รายงาน Service Plan สาขาแม่และเด็ก เขตสุขภาพที่ 1 กระทรวงสาธารณสุข. [สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2563]. จาก https://dashboard.anamai.moph.go.th/.
จารุวรรณ สุขนิธิ, วัลยา ธรรมพนิชวัฒน์, ไข่มุกข์ วิเชียรเจริญ และวิไล เลิศธรรมเทวี. (2555). ผลของโปรแกรมการกระตุ้นการดูดกลืนต่อความรู้ในการกระตุ้นการดูดกลืน ของมารดาและความสามารถในการดูดนมของทารกเกิดก่อนกำหนด. วารสารสภาการพยาบาล, 27(1), 78-91.
นุชนารถ ปรึกษาดี, ทิพวัลย์ ดารามาศ และศรีสมร ภูมนสกุล. (2560). ผลของโปรแกรมการนวดปากในทารกเกิดก่อนกำหนดต่อระยะเปลี่ยนผ่าน จากการให้นมทางสายยางสู่การกินนมทางปากและ น้ำหนักตัว. รามาธิบดีพยาบาลสาร, 23(3), 257-268.
ศิริเพ็ญ ลิมปธรรม, นฤมล ธีระรังสิกุล และยุนี พงศ์จตุรวิทย์. (2559). ผลของการนวดกระตุ้นการดูดกลืนในทารกเกิดก่อนกำหนดในระยะให้นมทางสายให้อาหารต่อความสามารถในการดูดนม. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 24(4), 43-53.
สุธาสินี แซ่หุง ,ทิพวัลย์ ดารามาศ และเรณู พุกบุญมี . (2556). การทบทวนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ เรื่อง การนวดปากเพื่อกระตุ้นการดูดกลืนในทารกเกิดก่อนกำหนด. รามาธิบดีพยาบาลสาร,19(3), 293-307.
Fucile, S., Gisel, E., & Lau, C. (2002). Oral stimulation accelerates the transition from tube to oral feeding in preterm infants. The Journal of Pediatrics, 141(2), 230-236.
Greene, O'Donnell & Walshe.(2016). Oral stimulation for promoting oral feeding in preterm infants. In Cochrane Database of Systematic Reviews. Published by John Wiley & Sons, Ltd. [accessed 2020, 6 June]. Retrieved from https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/27644167/.
Titler, & et al. (2001). The Iowa model of evidence-based practice to promote quality care. Critical care Nursing Clinics of North America, 13(4), 497-509.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


