การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก ในมารดาที่คลอดทางช่องคลอด โรงพยาบาลสงขลา
คำสำคัญ:
แนวทางปฏิบัติการพยาบาล, คลอดทางช่องคลอด, ตกเลือดหลังคลอด, ห้องคลอดบทคัดย่อ
การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก ในมารดาที่คลอดทางช่องคลอด และศึกษาผลลัพธ์การพัฒนาแนวปฏิบัติ ดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะเตรียมการ ระยะดำเนินการ และระยะประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติ และมารดาคลอดที่อยู่ในระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอด จำนวน 56 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการทบทวนเวชระเบียน แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก ในมารดาที่คลอดทางช่องคลอด เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินการใช้แนวปฏิบัติ ทดสอบความเที่ยงได้ค่าความสอดคล้องของผู้ประเมินเท่ากับ 0.99 แบบประเมินภาวะตกเลือดใน 2 ชั่วโมงหลังคลอด ทดสอบความเที่ยงโดยสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ และสถิติ One Sample T–Test
ผลการศึกษา พบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในมารดาที่คลอดทางช่องคลอด โรงพยาบาลสงขลา ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การประเมินสัญญาณเตือนของการตกเลือด ภายหลังทารกคลอดจนถึง 2 ชั่วโมงหลังคลอด 2) การนวดมดลูก ภายหลังรกคลอด 3) ประเมินปริมาณเลือด ภายหลังคลอด 1 ชั่วโมง และ 4) ประเมินปริมาณเลือด ภายหลังคลอด 2 ชั่วโมง หลังการใช้แนวปฏิบัติ พบว่า มารดาเสียเลือดน้อยกว่า 500 มิลลิลิตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และมารดาร้อยละ 96.43 มีการหดรัดตัวของมดลูกดี ระดับสัญญาณชีพปกติและไม่มีอาการผิดปกติหลังคลอด ผลการประเมินผู้ใช้แนวปฏิบัติ พบว่า แนวปฏิบัติ มีความง่ายและเหมาะสมในการนำไปใช้ จากผลการวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้มีประสิทธิผลดีการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดในระยะแรก และหน่วยงานอื่นสามารถนำแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
กรรณิการ์ หุ่นศิริ. (2556). การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดในเครือข่ายงานอนามัยแม่และเด็กจังหวัดศรีสะเกษ. วารสารสมาคมพยาบาลฯสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 31(4), 115-120.
กรมอนามัย-กระทรวงสาธารณสุข. (2563). สถิติการตายและสาเหตุการตายของมารดาทั่วประเทศไทย. สืบค้น 3 เมษายน 2564 จาก http://dashboard.anamai.moph.go.th.
ณฐนนท์ ศิริมาศ, ปิยรัตน์ โสมศรีแพง, สุพางศ์พรรณ พาดกลาง และจีรพร จักษุจินดา. (2557). การพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดในโรงพยาบาลสกลนคร. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 32(2), 37–44.
ทิพวรรณ์ เอี่ยมเจริญ. (2560). การตกเลือดหลังคลอด: บทบาทสำคัญของพยาบาลในการป้องกัน. สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย, 6(2), 146–154.
นววรรณ มณีจันทร์. (2560). ศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดในระยะแรก โรงพยาบาลราชบุรี. วารสารวิชาการแพทย์, 31(1), 143-155.
บุญทิวา เหล็กแก้ว. (2011). การจัดระบบการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดโดยใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์. วารสารสาธารณสุขล้านนา, 7(1), 55–61.
ปทุมมา กังวานตระกูล, อ้อยอิ่น อินยาศรี.(2560). การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการตกเลือดในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอดในห้องคลอด โรงพยาบาลอุดรธานี. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ, 33(2), 121–132.
ประการณ์ องอาจบุญ. (2011). เอกสารประกอบการสอน ภาวะตกเลือดหลังคลอด PPH. สืบค้น 7 มกราคม 2564 จาก http://www.phraehospital.go.th/saiyairakphrae/saiyairak/data/dr.pitsanu/ PPH%20copy. pdf.
พลพันธ์ บุญมาก, โฉมพิลาส จงสมชัย. (2559). การดูแลผู้ป่วยสูติกรรมที่มีภาวะตกเลือดรุนแรง. ศรีนครินทร์เวชสาร, 31(3), 343–351.
พัฒธมณฑ์ แก้วแสง, แสงอรุณ อิสระมาลัย. (2560). การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติในการประเมินสุขภาพผู้สูงอายุในแผนกผู้ป่วยนอก. วารสารสภาการพยาบาล, 32(3), 96–98.
ลัดดาวัลย์ ปลอดฤทธิ์, สุชาดา วิภวกานต์ และอารี กิ่งเล็ก. (2559). การพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในห้องคลอด โรงพยาบาลกระบี่. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 3(3), 127-141.
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. (2558). แนวทางเวชปฏิบัติ เรื่อง การดูแลและรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอดจากมดลูกไม่หดรัดตัว. สืบค้น 9 มกราคม 2564 จาก http://www.rtcog.or.th/home/wp-content/uploads/2017/04/OB_019.pdf.
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติ เรื่อง การป้องกันและรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด. สืบค้น 9 มกราคม 2564 จาก http://www.rtcog.or.th/home/wp-Content/uploads/2020/09/OB-63-020-Prevention-and-Management-of- Postpartum-Hemorrhage.pdf.
วชิรา โพธิ์ใส, ชนกพร จิตปัญญา. (2564). การดูแลประคับประคองสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง: จากหลักฐานเชิงประจักษ์สู่การปฏิบัติ. เวชสารแพทย์ทหารบก, 74(2), 153-154.
Say, L., et al. (2014). Global Causes of maternal death: a WHO Systematic analysis. The Lancet Health, 2(6), 323–333.
Sackett D.L, Richardson W.S, Rosenberg W.M.C, Haynes R.B.(1997) Evidence-based medicine: How to practice and teach EBM.Edinburgh, UK: Churchill Livingstone.
Schardt, C., Adams, M. B., Owens, T., Keitz, S., & Fontelo, P. (2007). Utilization of the PICO frameworkto improve searching PubMed for clinical questions. BMC Medical Informatics and Decision Making, 7,16. doi: http://dx.doi.org/10.1186/1472-6947-7-1.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


