ผลของการใช้แนวทางการประเมินผู้ป่วยโดยใช้สัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะวิกฤต (Nakornping Early Warning Score: NEWS) ในการประเมินและเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงผู้ป่วย ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย 1 โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่

ผู้แต่ง

  • ศศิวิมล บรรจงจัด โรงพยาบาลนครพิงค์
  • จันทิมา อ่องประกฤษ โรงพยาบาลนครพิงค์
  • ปรียารัตน์ เจริญลาภ โรงพยาบาลนครพิงค์

คำสำคัญ:

แนวทางการประเมินผู้ป่วย, สัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะวิกฤต, การใส่ท่อช่วยหายใจ, การเสียชีวิต

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวทางการประเมินผู้ป่วยโดยใช้สัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะวิกฤตของโรงพยาบาลนครพิงค์ (Nakornping Early Warning (NEWS)) ในการประเมินและเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงผู้ป่วย ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย 1 ต่ออัตราการใส่ท่อช่วยหายใจและอัตราการเสียชีวิต และศึกษาความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อความเป็นไปได้และความพึงพอใจในการใช้แนวทางการประเมินผู้ป่วยโดยใช้สัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะวิกฤต กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 2 กลุ่ม 1) กลุ่มผู้ป่วย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยกลุ่มควบคุม คือ ผู้ป่วยก่อนการใช้แบบประเมิน NEWS จำนวน 143 ราย ที่ได้รับการรักษาในหอผู้ป่วย ระหว่างวันที่ 1-31 มีนาคม 2564 และกลุ่มทดลอง คือ ผู้ป่วยหลังการใช้แบบประเมิน NEWS จำนวน 129 ราย ที่ได้รับการรักษาในหอผู้ป่วย ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2564 2) พยาบาลวิชาชีพที่ใช้แบบประเมิน NEWS จำนวน 19 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) แบบประเมิน NEWS ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลนครพิงค์ 2) แบบสอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจของพยาบาลผู้ใช้แบบประเมิน NEWS โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Objective-Item Congruence (IOC)) เท่ากับ 0.84 หาค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบด้วยสถิติไคสแควร์และฟิชเชอร์

         ผลการวิจัยพบว่า ก่อนใช้แบบประเมิน NEWS ผู้ป่วยมีอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจร้อยละ 1.39 หลังใช้ แบบประเมิน NEWS ผู้ป่วยมีอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.97 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.14) และก่อนใช้แบบประเมิน NEWS ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 4.19 หลังใช้แบบประเมิน NEWS ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 3.10 อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.07) พยาบาลวิชาชีพมีความคิดเห็นต่อการใช้แบบประเมิน NEWS อยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านความสะดวกในการใช้ NEWS (Mean = 2.63, S.D. = 0.49) ด้านความชัดเจนของแบบประเมิน NEWS (Mean = 2.84, S.D. = 0.37) ด้านความสามารถในการนำแบบประเมิน NEWS ไปใช้ (Mean = 2.78, S.D. = 0.41) และด้านประโยชน์ต่อผู้ป่วยและหน่วยงาน (Mean = 2.84, S.D.= 0.37) และมีความพึงพอใจในการใช้แบบประเมิน NEWS อยู่ในระดับมาก (Mean = 2.84, S.D. = 0.37) ผลการวิจัยนี้พยาบาลหรือสหสาขาวิชาชีพอื่น ๆ สามารถนำระบบ  การประเมิน NEWS ไปประยุกต์ใช้ในการการประเมินและเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงผู้ป่วยวิกฤตในหอผู้ป่วยอื่น ๆ ได้

เอกสารอ้างอิง

ยุพดี ธัมมิกะกุล. (2563). ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการบันทึกสัญญาณเตือนภาวะวิกฤติในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือด แผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า, 3(1), 15-19.

รัชนีย์ พิมพ์ใจชน. (2560). ผลของการใช้รูปแบบเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงและสัญญาณเตือนของผู้ป่วยต่อการย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤติโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยใน หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรม โรงพยาบาลชลบุรี. ม.ป.ท. ม.ป.พ.

รุจา ปิ่นน้อย, พรนภา บุญชูเชิด, นภารัตน์ บัวลาด และจินตนา ทองเพชร. (2564). การพัฒนาระบบการประเมินเพื่อเฝ้าระวังอาการทรุดลงด้วยแบบบันทึกสัญญาณเตือน พระจอมเกล้ามิวสกอร์ ในผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมอง. วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข, 1(3), 72-88.

โรงพยาบาลนครพิงค์. (2564). ข้อมูลหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย1 โรงพยาบาลนครพิงค์: โรงพยาบาลนครพิงค์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงสาธารณสุข.

วันเพ็ญ ศุภตระกูล, กรรณิการ์ ดอนลาว และปานฤทัย มหาวรรณ์. (2563). ผลของการใช้ NEWS score เฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลง และสัญญาณเตือนของผู้ป่วยแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์, 11(1), 45-59.

ศิรดา ทวีวัน. (2561). ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการใช้แบบบันทึก สัญญาณเตือนในผู้ป่วยที่มี ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ในหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง โรงพยาบาลบึงกาฬ. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี, 26(3), 153-163.

สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). (2564). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5 Hospital and healthcare standards 5th edition. กรุงเทพฯ: ก.การพิมพ์เทียนกวง จำกัด.

แสงโสม ช่วยช่วง. (2561). ผลของการใช้แนวทางการประเมิน สัญญาณเตือนก่อนการเข้าสู่ภาวะวิกฤติ (Modified Early Warning Signs; MEWS) ในห้องตรวจสวนหัวใจ โรงพยาบาลตรัง. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก, 29(1), 72-83.

Baines, E. & Kanagasundaram, N. S. (2008). Early Warning Scores. British Medical Journal, 16(7), 294-336.

Gardner-Thorpe, J., et al. (2006). The Value of Modified Early Warning score (MEWS) in surgical In-patients: A prospective observational study. Annals of the Royal College of Surgeons of England, 88, 571-575.

Mehtap B., et al. (2013). The comparison of modified early warning score with rapid Emergency medicine score: a prospective multicenter observational cohort study on medical and surgical patients presenting to emergency department. Emergency Medicine Journal, 31(6), 476-481.

Semico, M. (2009). The Use of Modified Early Warning Scores by a Rapid Response Team for The Purpose of Code Reduction in the Non-ICU Patient Population. ANCC National Magnet Conference. Retrieved January 19, 2021 from https://www.who.int/topics/cardiovascular_diseases/en/.

World Health Organization. (2020). Cardiovascular Diseases. Retrieved January 19, 2021 from http://www.who.int/topics/ cardiovascular diseases/en/.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2022-04-04

รูปแบบการอ้างอิง

บรรจงจัด ศ. ., อ่องประกฤษ จ. ., & เจริญลาภ ป. . (2022). ผลของการใช้แนวทางการประเมินผู้ป่วยโดยใช้สัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะวิกฤต (Nakornping Early Warning Score: NEWS) ในการประเมินและเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงผู้ป่วย ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย 1 โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข, 2(1), 47–59. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jnphr/article/view/256489