ผลการใช้โปรแกรมการสอนต่อความรู้ของผู้ดูแลเด็กและการเกิดซ้ำของโรคปอดอักเสบ ในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

ผู้แต่ง

  • วิภาธินี หน่อจันทร์ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
  • วรรณทนีย์ ภูมิอภิรดี โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
  • กิตติพร เนาว์สุวรรณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข

คำสำคัญ:

โปรแกรมการสอน, การกลับเป็นซ้ำของโรค, โรคปอดอักเสบ, ผู้ดูแลเด็ก

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเข้าร่วมโปรแกรมการสอนต่อความรู้ของผู้ดูแลเด็กและเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำด้วยโรคปอดอักเสบในผู้ป่วยเด็ก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็ก จำนวน 20 คน และเด็กที่ได้รับวินิจฉัยเป็นโรคปอดอักเสบ จำนวน 20 ราย ที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการสอนต่อความรู้  ของผู้ดูแลเด็กและการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำด้วยโรคปอดอักเสบในผู้ป่วยเด็ก ประยุกต์โดยใช้แนวคิดทฤษฎีของโอเร็ม (2001) แบบสอบถามวัดความรู้เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 และแบบสอบถามความสามารถในการจัดการตนเอง มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา และเปรียบเทียบระดับความรู้ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการสอน โดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed Rank Test

ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการสอน ผู้ดูแลเด็กมีค่าเฉลี่ยระดับความรู้เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบในเด็กเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และอัตราการกลับมารักษาซ้ำด้วยโรคปอดอักเสบในเด็ก ร้อยละ 5 ดังนั้น โรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพในเครือข่ายควรนำโปรแกรมการสอน การดูแลเด็กโรคปอดอักเสบไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบท เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดอักเสบ

เอกสารอ้างอิง

กุลรัศมิ์ ชำนินอก, พัชรภรณ์ อารีย์ และสุธิศา ล่ามช้าง. (2563). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของมารดาสำหรับการป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดอักเสบในเด็ก. วารสารพยาบาลสาร, 47(1), 77-87.

แขนภา รัตนพิบูลย์. (2554). การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดูแลเด็กป่วยขณะเข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาล. รามาธิบดีสาร, 17(2), 232-247.

ฆนรส ม่วงทอง, วราภรณ์ ผาทอง, รัตนาภรณ์ ภุมรินทร์, พิมพิมล ธงยี่สิบ และสมทรง เค้าฝาย. (2554). ประสิทธิผลของโปรแกรมการสอนแบบสาธิตย้อนกลับเพื่อเพิ่มความสามารถของผู้ปกครองในการดูแลทางเดินหายใจผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ. วารสารโรงพยาบาลแพร่, 19(1), 109-116.

ชณาพรทิพย์ รัตนวิชัย และนราทิพ อุดแก้ว. (2561). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมมารดาในการป้องกันโรคปอดอักเสบให้บุตรอายุ 0-5 ปี โรงพยาบาลพิจิตร. วารสารโรงพยาบาลพิจิตร, 33(1), 56-67.

ทิพย์ภารัตน์ ไชยชนะแสง, อัจฉรา วริลุน, อุมาสมร หังสพฤกษ์, เอมอร ทาระคำ และภัณฑิรา คำหล่อ. (2562). ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบอายุ 1-2 ปีที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 37(4), 206-215.

ปิยฉัตร ปะกังลำภู และเสาวมาศ คุณล้าน เถื่อนนาดี. (2561). ผลของโปรแกรมพัฒนาการรับรู้ความสามารถของผู้ดูแลต่อพฤติกรรมการดูแลและอัตราการกลับมารักษาซ้ำด้วยโรคปอดอักเสบ ในเด็ก 0-5 ปี. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 36(3), 99-106.

ภาวิณี ช่วยแท่น, ภรณี วัฒนสมบูรณ์ และสุปรียา ตันสกุล. (2563). ผลของโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการกลับมารักษาซ้ำในมารดาเด็กโรคปอดอักเสบ. วารสารสุขศึกษา, 43(1), 12-24.

โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์. (2564). เวชสถิติคลินิกกุมารเวชกรรม. รายงานประจำปี.

วนิดา แสนพุก, สุดใจ ศรีสงค์ และเพ็ญจุรี แสนสุริวงศ์. (2563). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ. วารสารกองการพยาบาล, 47(1), 153-172.

วิภารัตน์ สุวรรณไวพัฒนะ, รุ่งตะวัน ม่วงไหมทอง, รุ่งทิพย์ เขาโคกกราด, ลูกเกด เสนพิมาย และสาวิตรี พาชื่นใจ. (2559). บทบาทพยาบาล: ความท้าทายในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดอักเสบในเด็กเล็ก. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา, 22(1), 121-130.

สมฤดี เลิศงามมงคลกุล, ไข่มุก วิเชียรเจริญ และอาภาวรรณ หนูคง. (2554). ผลของโปรแกรมการพยาบาลที่เน้นระบบสนับสนุนและให้ความรู้ต่อพฤติกรรมของมารดาในการดูแลบุตรที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจอักเสบ. วารสารพยาบาลศาสตร์, 29(4), 54-60.

สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก. (2562). แนวทางการดูแลรักษาโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก. กรุงเทพฯ: บริษัท บียอนด์เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด.

Abdel Baseer, K. A. & Sakhr, H. (2021). Clinical profile and risk factors of recurrent pneumonia in children at Qena governorate, Egypt. International Journal of Clinical Practice, 75(4), e13695. https://doi.org/10.1111/ijcp.13695.

Dang, T. T., Eurich, D. T., Weir, D. L., Marrie, T. J., & Majumdar, S. R. (2014). Rates and risk factors for recurrent pneumonia in patients hospitalized with community-acquired pneumonia: Population-based prospective cohort study with 5 years of follow-up. Clinical Infectious Diseases: An Official Publication of the Infectious Diseases Society of America, 59(1), 74–80. https://doi.org/10.1093/cid/ciu247.

Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175-191.

Orem, D. E., Taylor, S. G., & Renpenning, K. M. (2001). Nursing: Concepts of Practice (6thed.). St. Louis: Mosby.

United Nations Children's Emergency Fund. (2016). UNICEF Data: Monitoring the Situations of Children and Women. Retrieved June 18, 2016. from http://data.unicef.org/childprotection/violent-discipline.html.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2022-08-03

รูปแบบการอ้างอิง

หน่อจันทร์ ว. ., ภูมิอภิรดี ว. ., & เนาว์สุวรรณ ก. . (2022). ผลการใช้โปรแกรมการสอนต่อความรู้ของผู้ดูแลเด็กและการเกิดซ้ำของโรคปอดอักเสบ ในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์. วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข, 2(2), 1–11. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jnphr/article/view/257302