การพัฒนาแนวทางการคัดกรองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คลินิกโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว
คำสำคัญ:
แนวทางการคัดกรองโรค, โควิด 2019, คลินิกโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันบทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้แนวทางการคัดกรองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คลินิกโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว วิธีการดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ศึกษาบริบท พัฒนาแนวทางการคัดกรองโรค นำแนวทางการคัดกรองไปปฏิบัติในคลินิกและประเมินผลการปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในคลินิกโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน จำนวน 30 ราย เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างการดำเนินงานคัดกรองในคลินิก แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถาม การปฏิบัติงานในคลินิกและแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการนำแนวทางการคัดกรองโรคไปปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test
ผลการศึกษา พบว่าแนวทางการคัดกรองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การเตรียมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคโควิด-19 2) การสื่อสารระหว่างผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่ 3) การกำหนดบทบาทหน้าที่และทีมปฏิบัติงาน 4) การเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ 5) การคัดเลือกผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการคัดกรอง 6) การจัดระบบบริการคัดกรองโรค และ 7) การส่งต่อผู้สงสัยติดเชื้อไปยังหอผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนหลังดำเนินการสูงกว่าก่อนดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนี้คือความรู้ความถูกต้องในการปฏิบัติงานในคลินิก และความพึงพอใจต่อแนวทางการคัดกรองโรค (p-value < 0.001) ผลการประเมิน พบว่า ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ สามารถปฏิบัติตามแนวทางได้ถูกต้อง และพึงพอใจต่อแนวทางการคัดกรองโรคที่พัฒนาขึ้น แสดงให้เห็นว่าแนวทางการปฏิบัติคัดกรองโรคนี้มีประสิทธิผลดี ดังนั้นจึงควรนำใช้ในคลินิกคัดกรองโรคต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธาธารณสุข. (2564). แนวทางการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Disease 2019: COVID-19) ฉบับวันที่ 11 สิงหาคม 2564 กรมควบคุมโรค. สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2564 จาก https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/file/g_srrt/g_srrt_110864.pdf.
ประภา ราชา, จารุภา คงรส และธนพร สดชื่น. (2563). การพัฒนาระบบบริการพยาบาลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโควิด-19. วารสารแพทย์เขต 4-5, 39(3), 414-426.
ระนอง เกตุดาว, อัมพร เที่ยงตรงดี และภาสินี โทอินทร์. (2564). การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 30(1), 53-61.
สาคร อินโท่โล่, ทัศนีย์ สีหาบุญนาค, และณัฐพร สายแสงจันทร์. (2564). พยาบาลควบคุมการติดเชื้อกับบทบาทการจัดการควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 ในหน่วยบริการสุขภาพ. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 39(1), 14-21.
Arslanca, T., Fidan, C., Daggez, M., & Dursun, P. (2021). Knowledge, preventive behaviors and risk perception of the COVID-19 pandemic: A cross-sectional study in Turkish health care workers. PloS one, 16(4), e0250017.
Mitra, D. A. (2016). Fundamentals of Quality Control and Improvement. 4th edition. John Wiley & Sons, Inc.
Power, B., & Hubbard, R. (1999). Becoming teacher researchers one moment at a time. Language Arts, 77(1), 34-39.
Soukup, S. M. (2000). Evidence-based practice model promoting the scholarship of practice. In S. M. Soukup & C. F. Beason Eds. Nursing Clinic of North America. (pp.301-309). Philadelphia: W. B. Saunders.
Zhang, J., Wu, W., Zhao, X., & Zhang, W. (2020). Recommended psychological crisis intervention response to the 2019 novel coronavirus pneumonia outbreak in China: a model of West China Hospital. Precision Clinical Medicine, 3(1), 3-8.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


