ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีโรคร่วมไตเรื้อรังระยะที่ 3
คำสำคัญ:
โปรแกรมการจัดการตนเอง, ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง, โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการจัดการตนเองต่อค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีโรคร่วมไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 27 คน ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดงรัง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการสังเกต เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการจัดการตนเอง ประกอบด้วย การให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัว การใช้กระบวนการกลุ่ม กิจกรรมคนต้นแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยจากสหวิชาชีพและการสร้างแรงจูงใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบอัตราการกรองของไตก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมโดยใช้สถิติ Paired t-test
ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการตนเอง กลุ่มตัวอย่างมีค่าอัตราการกรองของไต (Mean = 51.39, S.D. = 5.10) สูงกว่าก่อนกาเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 80.72, S.D. = 7.96) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.001 และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 100 มีอัตราการกรองของไตที่ดีขึ้น ดังนั้นทีมสุขภาพควรนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตเพื่อชะลอไตเสื่อมอย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
กองโรคไม่ติดต่อกระทรวงสาธารณสุข. (2564). ข้อมูลโรคไม่ติดต่อ. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2564 จาก http://www.thaincd.com/2016/mission/documents-detail.php?id=13893&tid=32&gid=1-020
กันตาภารัตน์ อ้วนศรีเมือง, จิระภา ศิริวัฒนเมธานนท์ และสุพัตรา บัวที. (2556). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อความรู้ การจัดการตนเองและดัชนีชี้วัดทางสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3. วารสารสมาคมพยาบาลฯสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 31(2), 91-99.
จันทร์จิรา สีสว่าง, ปุลวิชช์ ทองแตง, ศิริรัตน์ วิชิตตระกูลถาวร และสุจิตรา ชัยวุฒิ. (2565). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้โอกาสเสี่ยงของตนเองต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง. วารสารพยาบาลศาสตร์, 40(13), 42-59.
ทัศนีย์ ขันทอง, แสงอรุณ อิระมาลัย และพัชรี คมจักรพันธุ์ (2556). ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารสภาการพยาบาล, 28(1), 85-99.
นริสา วงศ์พนารักษ์ (2557). สัมพันธภาพเพื่อการบำบัด: การประยุกต์ใช้ในกระบวนการพยาบาล. วารสารพยาบาลทหารบก, 15(2), 84-91.
เนตรชนก จุละวรรณโณ (2559). ผลการให้ความรู้รายบุคคลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรค. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 3(1), 17-30.
ปุลวิชช์ ทองแตง และจันทร์จิรา สีสว่าง. (2564). การพัฒนาเครื่องมือประเมินการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง. วารสารพยาบาลศาสตร์, 39(2), 12-23.
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดงรัง. (2565). รายงานโรคไม่ติดต่อประจำปี 2565 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านดงรัง. ม.ป.ท.
สุรดา โพธิ์ตาทอง, ตวงพร พุ่มทองดี และนงลักษณ์ กาญจนเมธาศักดิ์. (2555). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและตัวชี้วัดทางคลินิกของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน. วารสารโรงพยาบาลสกลนคร, 15(1), 31-39.
อนุ อิสระพานิช และกิตติพร เนาว์สุวรรณ. (2565). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 เครือข่ายสุขภาพอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์, 14(1), 157-175.
Cha’on, U., et al. (2022). High prevalence of chronic kidney disease and its related risk factors in rural areas of Northeast Thailand. Scientific Report, 12, 18188.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences. (2nd). NJ: Lawrence Erlbaum Associates, Publishers.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175-191.
Hair, F. J., Black, C.W., Babin, J.B., & Anderson, E.R. (2019). Multivariate Data Analysis. (7th ed). New Jersey: Pearson Education.
Kanfer, F.H., & Gaelick-Bays, L. (1991). Self management method. In F.H. Kanfer, & A. Goldstein (Eds.). Helping people change: A textbook of methods (305-360). New York: Pergamon press.
NCD Risk Factor Collaboration. (2021). Worldwide trends in hypertension prevalence and progress in treatment and control from 1990 to 2019: A pooled analysis of 1201 population-representative studies with 104 million participants. Lancet (London, England), 398(10304), 957–980. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(21)01330-1.
Thongtang, P., & Seesawang, J. (2022). Barriers and facilitators to successful hypertension management in older adults from the perspectives of community health nurses: A qualitative study. Journal of Nursing Science, 40(1), 35-49.
Welch, J. L., Bartlett Ellis, R. J., Perkins, S. M., Johnson, C. S., Zimmerman, L. M., Russell, C. L., Richards, C., Guise, D. M., & Decker, B. S. (2016). Knowledge and Awareness Among Patients with Chronic Kidney Disease Stage 3. Nephrology Nursing Journal: Journal of the American Nephrology Nurses' Association, 43(6), 513–519.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2023 วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


