ผลของการใช้นวัตกรรม 3-Plus ขจัด Bed Sore ต่อการลดระดับความรุนแรงของแผลกดทับ และความพึงพอใจของผู้ใช้นวัตกรรม หอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ
คำสำคัญ:
แนวปฏิบัติการใช้นวัตกรรม, นวัตกรรม 3-Plus, แผลกดทับ, ความพึงพอใจบทคัดย่อ
การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้นวัตกรรม 3-Plus ขจัด Bed Sore ต่อการลดระดับความรุนแรงของแผลกดทับ และความพึงพอใจของผู้ใช้นวัตกรรม หอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลุ่มตัวอย่างทำการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้ป่วยที่มีแผลกดทับที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และมีระดับคะแนน Braden Score น้อยกว่าหรือเท่ากับ 16 คะแนน จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินวิจัย คือ นวัตกรรม 3-Plus ขจัด Bed Sore ประกอบด้วย ที่นอนเจล หมอนรองปุ่มกระดูก และผ้าพยุงตัวผู้ป่วย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินการเฝ้าระวังแผลกดทับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 และแบบประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรม มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Wilcoxon Signed-Rank test
ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการใช้นวัตกรรม 3 Plus ขจัด Bedsore กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรุนแรงของแผลกดทับลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ใช้นวัตกรรม อยู่ระดับมากที่สุด 6 ด้าน ได้แก่ การป้องกันการเกิดแผลกดทับ การลดระดับความรุนแรง ประหยัด มีความปลอดภัย ความต้องการใช้ต่อตลอดจนต้องการนำกลับไปใช้ที่บ้าน ดังนั้นทีมสุขภาพสามารถนำนวัตกรรมนี้มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีแผลกดทับทั้งในโรงพยาบาลและเมื่อกลับไปดูแลต่อที่บ้านได้ ตลอดจนขยายผลไปใช้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่มีแผลกดทับ
เอกสารอ้างอิง
จรรยา ชูวิทยาพงศ์. (2560). ผลของโปรแกรมการดูแลผิวหนังร่วมกับการใช้เบาะยางรถจักรยานใส่น้ำหุ้มด้วยเสื่อกระจูดเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
ปรีดา กังแฮง. (2562). นวัตกรรมที่นอนลดหรือรักษาแผลกดทับ. วารสารกรมการแพทย์, 44(1), 52-56.
ปัญญาภัทร ภัทรกัณทากุล. (2555). ผลของการใช้นวัตกรรมที่นอนยางรถเพื่อป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 22(1), 48-60.
พรทิพย์ สารีโส, ปิยภร ไพรสนธิ์ และอโนทัย เฉลิมศรี. (2559). ประสิทธิผลการป้องกันการเกิดแผลกดทับของที่นอนชนิดไม่มีการเคลื่อนที่ของลมและชนิดที่มีการเคลื่อนที่ของลม: การศึกษาเบื้องต้น. วารสารสภาการพยาบาล, 31(3), 83-96.
พิมพ์นิภา ศรีนพคุณ, นวพร วุฒิธรรม และสุภรินทร์ ใจพรมเมือง. (2564). ประสิทธิผลของโปรแกรมการพยาบาล “นวัตกรรมที่นอนยางห่างหายแผลกดทับ” ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ. พยาบาลสาร, 48(4), 294-307.
พุทธชาติ ใจกาศ. (2561). นวัตกรรม “3P” กระดาษป้องกันการปนเปื้อนแผลกดทับบริเวณก้นกบ. วชิรสารการพยาบาล, 20(2), 50-54.
Best, J. W. (1997). Research in education. (3rd ed). New Jersey: Prentice-Hall.
Braden, B., & Bergstrom, N. (2000). A conceptual schema for the study of the etiology of pressure sores. Rehabilitation Nursing, 25(3), 105-110.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences. (2nd). Hillsdale, New Jersey: Lawrence Erlbaum Associates, Publishers.
Dongpho, P. (2019). Effectiveness of clinical practice guidelines implementation for pressure sore preventation. Thammasat Medical Journal, 19(2), 315-323.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175-191. doi: 10.3758/bf03193146.
Huang, L., et al. (2023). Summary of best evidence for prevention and control of pressure ulcer on support surfaces. International Wound Journal, 20(6):2276-2285. doi: 10.1111/iwj.14109.
Mervis, J. S., & Phillips, T. J. (2019). Pressure ulcers: Prevention and management. Journal of the American Academy of Dermatology, 81(4), 893–902. https://doi.org/10.1016/j.jaad.2018.12.068
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2023 วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


