การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในชุมชน จังหวัดนนทบุรี
คำสำคัญ:
การพัฒนา, รูปแบบการดูแล, โรคไตเรื้อรัง, ชุมชนบทคัดย่อ
การวิจัยและการพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในชุมชน จังหวัดนนทบุรี ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบฯ และระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในชุมชน จังหวัดนนทบุรี จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัย คือ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในชุมชนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และแบบบันทึกสมุดประจำตัว วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังและอัตราการกรองของไตก่อนและหลังใช้รูปแบบฯ โดยใช้สถิติ Paired t-test และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ผู้ป่วยประเมินตนเอง จำนวน 4 ครั้ง โดยใช้สถิติ Repeated Measure ANOVA
ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในชุมชน มีกระบวนการดูแล 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 สร้างความเข้าใจ ขั้นที่ 2 สร้างพลังบวก ขั้นที่ 3 ส่งเสริมการปฏิบัติที่ยั่งยืน ขั้นที่ 4 สร้างการมีส่วนร่วม และขั้นที่ 5 ประเมินและติดตาม ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนการรับรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังหลังใช้รูปแบบฯ สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มตัวอย่างจากการประเมินทั้ง 4 ครั้ง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) และ 3) ค่าเฉลี่ยอัตราการกรองของไตก่อนและหลังใช้รูปแบบฯ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.55) จากผลการวิจัยนี้ บุคลากรด้านสาธารณสุขสามารถนำรูปแบบฯ นี้ ไปปรับใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในหน่วยงานของตนเอง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีการรับรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังที่ถูกต้องมากขึ้น และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสมและต่อเนื่องเพิ่มขึ้น
เอกสารอ้างอิง
กนก เจริญพันธ์. (2566). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9, 17(2), 543-558.
กระทรวงสาธารณสุข. (2566). ระบบคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center: HDC): จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในเขตรับผิดชอบ จำแนกตาม Stage. สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2566 จาก https://shorturl.asia/xQY47.
ธวัช วิเชียรประภา. (2566). ผลของรูปแบบการชะลอไตเสื่อมด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี, 17(3), 65-76.
พันธ์ศักดิ์ บาลนคร, นภชา สิงห์วีรธรรม, กิตติพร เนาว์สุวรรณ และมารุต ภู่พะเนียด. (2566). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีโรคร่วมไตเรื้อรังระยะที่ 3. วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข, 3(2), 52-62.
ยิ่งยศ อวิหิงสานนท์ และปิยะวรรณ กิตติสกุลนาม. (2561). โรคไต: คู่มือป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไต ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
วันชัย พันศรี, พาณี สีตกะลิน และสมจิตต์ สุพรรณทัสน์. (2562). การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการยาของผู้ป่วยไตเรื้อรังในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดอุดรธานี. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี, 27(3), 261-271.
ศิริวรรณ พายพัตร, น้ำอ้อย ภักดีวงศ์ และวารินทร์ บินโฮเซ็น. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนกับพฤติกรรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท, 3(2), 22-36.
สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2560). คำแนะนำสำหรับการดูแลรักษาโรคไตเรื้อรังแบบองค์รวมชนิดประคับประคอง. กรุงเทพฯ: เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำกัด.
สุนีรัตน์ สิงห์คำ. (2559). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในชุมชนโดยการเสริมสร้างพลังภาคีเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม, 13(3), 92-99.
สุภลักษณ์ ธานีรัตน์, เมทณี ระดาบุตร, สุจิรา วิเชียรรัตน์ และวิญญา สุมาวัน. (2564). การรับรู้และประสบการณ์ในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในชุมชน. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 15(3), 83-94.
สุภาภรณ์ แก้วชนะ และวนรัตน์ อนุสรณ์เสงี่ยม. (2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยสหวิชาชีพ ณ โรงพยาบาลนางรอง. วารสารเภสัชกรรมไทย, 12(4), 195-206.
สุวคนธ์ เหล่าราช และละออง เดิมทํารัมย์. (2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ, 2(1), 99-111.
สุวรรณา สุรวาทกุล, สุวคนธ์ เหล่าราช และละออง เดิมทำรัมย์. (2563). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 อำเภอนาดูน. วารสารวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม, 4(7), 129-143.
Baba, M., et al. (2015). Study of the decline in renal function in healthy subjects. PLoS One, 10(6), e0129036. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0129036
Becker, M. H., & Clark, N. M. (1998). Theoretical model and strategies for improving adherence and diseases management. In A. S. Sally, B. S. Elenor, K. O. Judith, & L. M. Wendy (Eds.), The Handbook of Health Behavior Change (2nd ed.). (pp. 5-26). New York: Springer.
Best, J. W., & Kahn, J. V. (2006). Research in education. (10th ed.) Boston: Pearson education Inc.
Cohen, J. & Uphoff, N.T. (1980). Participation in rural development: Seekingclarity through Specificity. World Development, 8(13), 219-221. https://doi.org/10.1016/0305-750X(80)90011-X
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences. (2nd ed.) Hillsdale, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.
Datta, P., & Ogbeide, S. A. (2019). Managing chronic kidney disease: Considerations for behavioral health intervention in primary care. Practice Innovations, 4(4), 255-264. https://doi.org/10.1037/pri0000101
Faul, F., Erdfelder, E., Buchner, A., & Lang, A.-G. (2009). Statistical power analyses using G*Power 3.1: Tests for correlation and regression analyses. Behavior Research Methods, 41, 1149-1160.
International Society of Nephrology. (2023). ISN-Global Kidney Health Atlas 2023. Retrieved August 10, 2023 from https://shorturl.asia/0jLeF.
Kanfer, F. H., & Gaelick-Buys, L. (1991). Self-management methods. In R. B. Taylor (Ed.), Health Psychology. New York: McGraw-Hill.
Narva, A. S., Norton, J. M., & Boulware, L. E. (2016). Educating patients about CKD: The Path to Self-Management and Patient-Centered Care. Clinical Journal of The American Society of Nephrology: CJASN, 11(4), 694-703. https://doi.org/10.2215/CJN.07680715
Noronha, I. L., Santa-Catharina, G. P., Andrade, L., Coelho, V. A., Jacob-Filho, W., & Elias, R. M. (2022). Glomerular filtration in the aging population. Frontiers in Medicine, 9, 769329. https://doi.org/10.3389/fmed.2022.769329
Polonia, J., Azevedo, A., Monte, M., Silva, J. A., & Bertoquini, S. (2017). Annual deterioration of renal function in hypertensive patients with and without diabetes. Vascular Health and Risk Management, 13, 231-237. https://doi.org/10.2147/VHRM.S135253
Schrauben, S. J., et al. (2019). The Relationship of Disease-Specific Knowledge and Health Literacy with the Uptake of Self-Care Behaviors in CKD. Kidney International Reports, 5(1), 48-57. https://doi.org/10.1016/j.ekir.2019.10.004
Selman, L.E., Bristowe, K., Higginson, & Murtagh, F.E. (2019). The views and experiences of older people with conservatively managed renal failure: A qualitative study of communication, information and decision-making. BMC Nephrol, 20(38), 1-12. https://doi.org/10.1186/s12882-019-1230-4
Tuckey, N., Duncanson, E., Chur-Hansen, A., & Jesudason, S. (2022). Using an international online forum to explore perspectives of caregivers of patients with chronic kidney disease. Journal of Nephrology, 35(1), 267-277. https://doi.org/10.1007/s40620-021-01216-6
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


