ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาต่อความเครียดในหญิงที่ได้รับการวินิจฉัย มะเร็งเต้านมรายใหม่

ผู้แต่ง

  • อัครวรรธ จิตเย็น โรงพยาบาลมะเร็งลำปาง
  • ขวัญพนมพร ธรรมไทย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • หรรษา เศรษฐบุปผา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คำสำคัญ:

โปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหา, ความเครียด, หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมรายใหม่

บทคัดย่อ

การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาต่อความเครียดในหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมรายใหม่ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ จำนวน 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 29 ราย และเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด และแบบวัดการแก้ปัญหา เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาต่อความเครียดในหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมรายใหม่ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คะแนนเฉลี่ยของความเครียดของหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมรายใหม่ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมโดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed Rank Test และคะแนนเฉลี่ยของความเครียดของหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมรายใหม่ระหว่างกลุ่มได้รับโปรแกรมและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติทดสอบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (Mann-Whitney U test)

ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยความเครียดกลุ่มทดลองก่อนเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) และคะแนนเฉลี่ยความเครียดของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) จากผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาต่อความเครียดในหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมรายใหม่ สามารถลดภาวะความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงควรนำไปใช้ในการลดภาวะความเครียดในหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมรายใหม่ต่อไป  

เอกสารอ้างอิง

ชุติมา ไวยสุระสิงห์. (2561). ผลของการให้การปรึกษาแบบกลุ่มต่อความสามารถในการปรับตัวของผู้ป่วยมะเร็ง เต้านม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล.

ณหทัย วงศ์ปการันย์ และทินกร วงศ์ปการันย์. (2553). แบบประเมินความเครียดจากการรับรู้ 10 ข้อ (T-PSS-10) ฉบับภาษาไทย: การศึกษาคุณสมบัติทางจิตวิทยาในกลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย. วารสารแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย, 93(9), 1072-1077.

เธียรชัย งามทิพย์วัฒนา และกนกรัตน์ สุขตุงคะ. (2543). การศึกษาองค์ประกอบและพัฒนาแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาของนักศึกษามหาวิทยาลัย วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นุชจรี หยองทอง และนุชจรี สิงห์พันธ์. (2566). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 41(3), 136-146.

ประคอง กรรณสูต. (2542). สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ราตรี ทองยู, วรรณา คงสุริยะนาวิน, อทิตยา พรชัย, เกตุ โอว ยอง และลิวรรณ อุนนาภิรักษ์. (2554). ผลของโปรแกรมกลุ่มบำบัดแบบแก้ไขปัญหา ต่อภาวะเครียดและความสามารถในการปรับตัวของผู้ป่วยมะเร็ง เต้านม. วารสารจิตวิทยาการปรึกษาและจิตบำบัด, 10(2), 45-58.

สุมาลี คำสุข. (2563). การให้คำปรึกษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรก. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สุกัญญา สุทธศิลปะ. (2559). การพัฒนารูปแบบการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดของฟลัดด์และแจ็คสันร่วมกับบทบาทสมมติเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. (2567). สถิติโรคมะเร็งประเทศไทย พ.ศ. 2567. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2568 จาก https://www.nci.go.th/th/.

อังศณา คล้ายสุข. (2562). ผลกระทบทางจิตใจและสังคมของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 27(1), 45-58.

Cohen, S., Kamarck, T., & Murmelstein, R. (1983). A global measure of perceived stress. Journal of Health and Social Behavior, 24(4), 385-396. https://doi.org/10.2307/2136404

D’Zurilla, T. J., & Goldfried, M. R. (1971). Problem solving and behavior modification. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 37(3), 407-428. https://doi.org/10.1037/h0031960

D’Zurilla, T. J., Nezu, A. M., & Nezu, C. M. (2007). Social problem solving: Theory and assessment. New York: Oxford University Press.

Heppner, P. P. & Petersen, C. H. (1982). The development and implications of a personal problem-solving inventory. Journal of Counseling Psychology, 29(1), 66-75. https://doi.org/10.1037/0022-0167.29.1.66

Lourenço, C., Conceição, F., Jerónimo, C., Lamghari, M., & Sousa, D. M. (2022). Stress in Metastatic Breast Cancer: To the bone and beyond. Cancers, 14(8), 1881. https://doi.org/10.3390/cancers14081881

Nezu, A. M. & D’Zurilla, T. J. (2007). Problem-solving therapy: A positive approach to clinical intervention (2nd ed.). New York: Springer Publishing Company.

Nezu, A. M. & D’Zurilla, T. J. (2012). Problem-solving therapy: A positive approach to clinical intervention (3rd ed.). New York: Springer Publishing Company.

Nezu, A. M. & D’Zurilla, T. J. (2022). Problem-solving therapy: A social competence approach to clinical intervention (3rd ed.). New York: Springer Publishing Company.

Nezu, A. M. (2019). Problem-solving therapy: A positive approach to clinical intervention (3rd ed.). New York: Springer Publishing Company.

Noyes, K. et al. (2022). Problem-solving skills training in adult cancer survivors: Bright IDEAS-AC pilot study. Cancer Treatment and Research Communications, 31, 100552. https://doi.org/10.1016/j.ctarc.2022.100552

Polit, D. F & Hungler, B. P. (1999). Nursing research: Principles and methods (6th ed.). Philadelphia: Lippincott.

Sharma, T., M., Mishra, R., Kumar, A., & Bandna, G. (2022). Body image and self-esteem issues in breast cancer survivors. Cancer Research, Statistics, and Treatment 5(1), 90-96, https://doi.org/10.4103/crst.crst_170_21

World Health Organization. (2024). Global cancer burden growing, amidst mounting need for services. Retrieved July 1, 2025 from https://www.iarc.who.int/news-events/global-cancer-burden-growing-amidst-mounting-need-for-services/.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-08-22

รูปแบบการอ้างอิง

จิตเย็น อ., ธรรมไทย ข., & เศรษฐบุปผา ห. . (2025). ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาต่อความเครียดในหญิงที่ได้รับการวินิจฉัย มะเร็งเต้านมรายใหม่. วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข, 5(3), e275212. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jnphr/article/view/275212