ผลของโปรแกรมการเพิ่มสมรรถนะแห่งตนของสตรีวัยเจริญพันธุ์ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพแสนพัน จังหวัดนครพนม
คำสำคัญ:
โปรแกรม, สมรรถนะแห่งตน, สตรีวัยเจริญพันธุ์, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมป้องกันมะเร็งเต้านมบทคัดย่อ
การวิจัยแบบกึ่งทดลองวัดก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ และคะแนนพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีวัยเจริญพันธุ์ อายุ 18-59 ปี จำนวน 35 คน เลือกแบบสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการเพิ่มสมรรถนะแห่งตนของสตรีวัยเจริญพันธุ์ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านม วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันมะเร็ง โดยใช้สถิติ Paired t-test
ผลการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ เท่ากับ 3.44 (S.D. = 0.54) หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ เพิ่มขึ้นเป็น 4.23 (S.D. = 0.34) โดยมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) เช่นเดียวกับคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านม ซึ่งก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ เท่ากับ 1.07 (S.D. = 0.31) หลังเข้าร่วมโปรแกรม เพิ่มขึ้นเป็น 1.68 (S.D. = 0.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า โปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการส่งเสริมทั้งความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านม ดังนั้น พยาบาลในบทบาทผู้ดูแลสุขภาพในชุมชนควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในสตรีวัยเจริญพันธุ์อายุ 18-59 ปี ควบคู่กับการสนับสนุนพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี และ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
กรวัลล์ หาญโนนแดง. (2567). ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะความรอบรู้เรื่องมะเร็งเต้านมต่อทักษะในการตรวจเต้านมด้วยตนเองในสตรีกลุ่มเสี่ยงพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก. วารสารการพยาบาลสุขภาพและสาธารณสุข, 3(3), 14-26.
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันมะเร็ง แห่งชาติ. (2561). ทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ. 2560. (Hospital-Based Cancer Registry 2017). กรุงเทพฯ: พรทรัพย์การพิมพ์.
กาญจนา ดาวประเสริฐ, สุภาภรณ์ อุดมลักษณ์, กัลยารัตน์ วรรณวงศ์, ดรุณี สินสุริยศักดิ์ และพัชยา โพธิ์ทอง. (2564). การพัฒนาแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคมะเร็งเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท, 6(2), 1-15.
เพ็ญศรี จิตต์จันทร์ และณัฐนวียา จิตต์จันทร์. (2568). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อความรู้เรื่องมะเร็งต้านม และพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีในจังหวัดอุบลราชธานี. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9: วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม, 19(2), 415-426.
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแสนพัน. (2567). สถิติปี พ.ศ. 2567. นนทบุรี: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลแสนพัน.
ลินยา เทสมุทร, พัชรินทร์ สังวาลย์, ธรรมวิทย์ ราญรอน และประกายดาว สุทธิ. (2564). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง. วารสารมหาวิทยาลัยชวลิตกุล, 34(2), 56-70.
วัชรีวงศ์ หวังมั่น, ดวงกมล ปนเฉลียว และทิพย์ฆัมพร เกษโกมล. (2564). ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการตรวจเต้านมด้วยตนเองร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดสุรินทร์. ราชวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุรินทร์, 11(1), 3-14.
หทัยกานต์ ห้องกระจก. (2559). อิทธิพลของความแตกฉานด้านสุขภาพ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนและการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ. วิทยานิพนธ์ปริญญา พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
อรุณี ขุมทอง และกฤติยาณี ธรรมสาร. (2025). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของประชากรเพศหญิง อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์. ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์, 15(2), 18-36.
Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. New York: W.H. Freeman and company.
Bandura, A. (1986). Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
Best, J. W. (1997). Research in education (3rd ed). Englewood cliffs: N.J. Prentice Hall.
Bray, F., et al. (2024). Global cancer statistics 2022: GLOBOCAN estimates of incidence and mortality worldwide for 36 cancers in 185 countries. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 74(3), 229-263. https://doi.org/10.3322/caac.21834
Çelik, B., & Akın, B. (2025). The relationship between the health literacy levels of women of reproductive age and their level of knowledge about cancer screenings. Journal of Evaluation in Clinical Practice, 31(5), e70162. https://doi.org/10.1111/jep.70162
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Hillsdale, NJ: Lawrence Earlbaum Associates.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175-191. https://doi.org/10.3758/bf03193146
Hair, J. F., Black, W. C., Babin, B. J., & Anderson, R. E. (2010). Multivariate data analysis (7th ed.). New York: Pearson.
Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine, 67(12), 2072-2078. https://doi.org/10.1016/j.socscimed.2008.09.050
Rojanamatin, J., et al. (2021). Cancer in Thailand Volume X, 2016-2018. Retrieved July 1, 2022 from http://tcb.nci.go.th.
Sørensen, K., et al. (2012). Health literacy and public health: A systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health, 12(1), 80. https://doi.org/10.1186/1471-2458-12-80
Thaineua, V., et al. (2020). Impact of regular breast self-examination on breast cancer size, stage, and mortality in Thailand. Breast Journal, 26(4), 822-824. https://doi.org/10.1111/tbj.13611
World Health Organization. (2024). Breast cancer. Retrieved July 20, 2024 from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/breast-cancer.
World Health Organization. (2025). Breast cancer. Retrieved March 3, 2025 from https:// https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/breast-cancer?utm_source=chatgpt.com.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


