ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อการชะลอความเสื่อมของไตระยะ 3 เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

ผู้แต่ง

  • ศิริมาส พงษ์ขันเงิน โรงพยาบาลลำพูน

คำสำคัญ:

โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3, โปรแกรมการจัดการตนเอง, ความรู้, พฤติกรรมการจัดการตนเอง, อัตราการกรองของไตการจัดการตนเอง

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเอง และค่าเฉลี่ยอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการตนเอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ที่มีโรคร่วมเป็นโรคเบาหวานและ/หรือโรคความดันโลหิตสูง รับการรักษาในคลินิกโรคเรื้อรัง เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน จำนวน 40 ราย คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการจัดการตนเองที่พัฒนาจากแนวคิดการจัดการตนเองของ Kanfer & Gaelick-Buys ร่วมกับเทคนิค 5A เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test

ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการตนเอง กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 19.85 (S.D. = 2.49) เป็น 21.90 (S.D. = 2.59) และมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มขึ้นจาก 68.72 (S.D. = 14.91) เป็น 77.60 (S.D. = 7.79) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) สำหรับค่าเฉลี่ยอัตราการกรองของไต (eGFR) ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมไม่แตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.14) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการจัดการตนเองสามารถส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของค่า eGFR ในระยะเวลา 12 สัปดาห์ จึงสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระดับปฐมภูมิเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองต่อไป

เอกสารอ้างอิง

กองบริหารการสาธารณสุข. (2568). ผลการดำเนินงานของกองบริหารการสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568. กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2568 จาก http://phdb.moph.go.th.

จันจิรา หินขาว. (2562). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจเพื่อชะลอไตเสื่อมจากเบาหวานต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความเสื่อมของไตระยะที่ 3. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 30(2), 185-202.

จารุวรรณ บุญศล. (2566). รูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 3 คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 8(4), 560-568.

ธวัชชัย วรพงศธร และสุรีย์พันธุ์ วรพงศธร. (2561). การคำนวณขนาดตัวอย่างสำหรับงานวิจัยโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป G*Power. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2562 จาก http://advisor.anamai.moph.go.th/download/Journal_health/2561/HEALTH41_2 /HEALTH_Vol41No2_02.pdf.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

รัญชนา หอมสุวรรณ. (2561). ผลของการใช้โปรแกรมชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช สาขาเทศบาลตำบลทาศาลา. โรงพยาบาลสิงห์บุรีเวชสาร, 27(1), 55-64.

โรงพยาบาลลำพูน. (2567). รายงานการสรุปการดำเนินงาน โรงพยาบาลลำพูน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. ลำพูน: โรงพยาบาลลำพูน.

ศิริลักษณ์ ถุงทอง, ทิพมาส ชิณวงศ์ และเพลินพิศ ฐานิวัฒนานนท์. (2558). ผลของโปรแกรมสนับสนุนการ จัดการตนเอง เพื่อชะลอไตเสื่อมจากเบาหวานต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง และผลลัพธ์ทางคลินิก ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้. วารสารพยาบาลสงขลา นครินทร์, 35(1), 67-84.

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2560). คำแนะนำสำหรับการดูแลรักษาโรคไตเรื้อรังแบบองค์รวมชนิดประคับประคอง. กรุงเทพฯ: บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำกัด.

สุจิตรา ภักดิ์จรุง. (2566). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อการชะลอความเสื่อมของไตระยะ 3 โรงพยาบาลคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขภาพชุมชน, 8(3), 712-717.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. (2566). รายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2565. กรุงเทพฯ: แสงจันทร์การพิมพ์

GBD Chronic Kidney Disease Collaboration. (2020). Global, regional, and national burden of chronic kidney disease, 1990-2017: A systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2017. Lancet (London, England), 395(10225), 709-733. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(20)30045-3

Donald, M., et al. (2018). Self-management interventions for adults with chronic kidney disease: A scoping review. BMJ Open, 8(3), e019814. https://doi.org/10.1136/bmjopen-2017-019814

Faul, F., Erdfelder, E., Buchner, A., & Lang, A.-G. (2009). Statistical power analyses using G*Power 3.1: Tests for correlation and regression analyses. Behavior Research Methods, 41(4), 1149-1160. https://doi.org/10.3758/BRM.41.4.1149

Glasgow, R. E., Funnell, M. M., Bonomi, A. E., Davis, C., Beckham, V., & Wagner, E. H. (2002). Self-management aspects of the improving chronic illness care breakthrough series: Implementation with diabetes and heart failure teams. Annals of Behavioral Medicine : A publication of the Society of Behavioral Medicine, 24(2), 80-87. https://doi.org/10.1207/S15324796ABM2402_04

International Society of Nephrology. (2023). ISN global kidney health atlas. Brussels, Belgium: International Society of Nephrology.

Kanfer, F. H., & Gaelick-Buys, L. (1991). Self-management methods. In F. H. Kanfer & A. P. Goldstein (Eds.), Helping people change: A textbook of methods (4th ed). New York, NY: Pergamon Press.

Madero, M., et al. Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease: Synopsis of the Kidney Disease: Improving Global Outcomes 2024 Clinical Practice Guideline. Annals of internal medicine, 178(5), 705-713. https://doi.org/10.7326/ANNALS-24-01926

Levey, A. S., Inker, L. A., & Coresh, J. (2014). GFR estimation: from physiology to public health. American Journal of Kidney Diseases: The Official Journal of the National Kidney Foundation, 63(5), 820-834. https://doi.org/10.1053/j.ajkd.2013.12.006

Lopez-Vargas, P. A., Tong, A., Howell, M., & Craig, J. C. (2016). Educational interventions for patients with CKD: A systematic review. American Journal of Kidney Diseases, 68(3), 353-370.

Polit, D. F. & Beck, C. T. (2017). Nursing research: Generating and assessing evidence for nursing practice (10th ed.). Philadelphia, PA: Wolters Kluwer.

World Health Organization. (2024). Noncommunicable diseases: Key facts. Geneva: World Health Organization.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-07-01

รูปแบบการอ้างอิง

พงษ์ขันเงิน ศ. (2026). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อการชะลอความเสื่อมของไตระยะ 3 เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน. วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข, 6(2), e279025. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jnphr/article/view/279025