ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพ
คำสำคัญ:
ปัจจัยที่มีอิทธิพล, พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ, พยาบาลวิชาชีพบทคัดย่อ
การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลวชิรพยาบาล จำนวน 135 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยง แบบสอบถามการรับรู้ ความรุนแรง แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามสิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ แบบสอบถามความรอบรู้ทางสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยทํานายใช้การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพ ส่วนใหญ่มีพฤติกรรม อยู่ในระดับสูงมาก คิดเป็นร้อยละ 87.41 การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบว่า ความรอบรู้ทางสุขภาพ (ß = 0.47) สิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ (ß = 0.24) และการรับรู้ประโยชน์ (ß = 0.16) ร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกัน และควบคุมการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพได้ร้อยละ 55.70 (R² = 0.55, Adjusted R² = 0.54, F = 54.90, p-value < 0.001) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบนวัตกรรมหรือโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพ โดยพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพ จัดระบบสิ่งชักนำสู่การปฏิบัติให้ชัดเจน และส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตามมาตรฐาน
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2565). แผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ ด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลระดับชาติ. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
กัลยา วานิชย์บัญชา. (2552). การวิเคราะห์ข้อมูลหลายตัวแปร. กรุงเทพฯ: บริษัทธรรมสาร จำกัด.
ขนิษฐา เอกปัชฌาย์, วันชัย มุ้งตุ้ย และจิตตาภรณ์ จิตรีเชื้อ. (2558). ปัจจัยทำนายความตั้งใจปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อวัณโรคของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลทั่วไป. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 42 (ฉบับพิเศษ), 25-36.
จิตรลดา กมลผัน, กุสุมา คุววัฒนสัมฤทธิ์ และอภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ. (2563). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เกี่ยวกับการคาสายสวนหลอดเลือดส่วนกลางของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤติผู้ใหญ่. วารสารพยาบาลรามาธิบดี, 26(3), 271-298.
จิรพันธุ์ อินยาพงษ์, กีรดา ไกรนุวัตร และปิยะธิดา นาคะเกษียร. (2567). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อวัณโรคของพยาบาลวิชาชีพในเขตสุขภาพที่ 10 กระทรวงสาธารณสุข. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี, 22(2), 25-36.
ชลธิศ บุญร่วม, อะเคื้อ อุณหเลขกะ และวันชัย เลิศวัฒนวิลาศ. (2563). ปัจจัยทำานายการปฏิบัติการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลศูนย์. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 47(2), 133-142.
ธีรารัตน์ บุญกุณะ. (2566). ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานในการดูแลผู้ป่วยวัณโรคในชุมชนของพยาบาลวิชาชีพ เขตอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง. วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ, 10(2), 290-301.
ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลวชิรพยาบาล. (2568). ข้อมูลอัตรากำลังพยาบาลวิชาชีพ. ฝ่ายการพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช.
ภัสธิรา ธรรมฤทัย. (2568). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคในเขตอำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ, 4(1), 29-41.
วนิษา ผิวนางงาม, สุทิน ชนะบุญ และลําพึง วอนอก. (2567). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อวัณโรคปอดในบุคลากรสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมแพ อําเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น. วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก, 11(1), 14-29.
อริสรา สุขวัจนี. (2558). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อของพยาบาลที่ปฏิบัติงานที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน. วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, 7(1), 2553-2265.
Alissa, N. A. & Alqadi, A. (2025). Nurses’ knowledge of infection control practices in intensive care unit in Saudi Arabia. Sage Open, 15(3), 215. https://doi.org/10.1177/21582440251359437.
Best, J. W. (1977). Research in education (3rd ed.). New Jersey: Prentice Hall.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). New Jersey: Lawrence erlbaum associates.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A.-G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175-191. https://doi.org/10.3758/BF03193146.
Kim, N., Gu, M., Cho, Y., Kim, O., & Sok, S. (2025). Factors influencing the performance of standard precautions for healthcare-associated infections by the nurses in intensive care units. BMC Nursing, 24, 243. https://doi.org/10.1186/s12912-025-02874-8.
Lee, M. H. & Jun, S. H. (2022). Factors affecting the infection control practices of nurses at University Hospitals. Healthcare (Basel), 10(8), 1-10. https://doi.org/10.3390/healthcare10081517.
Marcoulides, K. M. & Raykov, T. (2019). Evaluation of variance inflation factors in regression models using latent variable modeling methods. Educational and Psychological Measurement, 79(5), 874-882. https://doi.org/10.1177/0013164418817803.
Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine, 67(12), 2072-2078. https://doi.org/10.1016/j.socscimed.2008.09.050
Polit, D. F. & Beck, C. T. (2021). Nursing Research: Generating and assessing evidence for nursing practice. New York: Wolters Kluwer.
Preece, P. (2002). Equal-interval measurement: The foundation of quantitative educational research. Research Papers in Education, 17(4), 363-372.https://doi.org/10.1080/0267152022000031397
Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the Health Belief Model. Health Education Quarterly,15(2), 175-183. https://doi.org/10.1177/109019818801500203
Sartelli, M., et al. (2024). Preventing and controlling healthcare-associated infections: the first principle of every antimicrobial stewardship program in hospital settings. Antibiotics, 13(9), 896. https://doi.org/10.3390/antibiotics13090896
Savin, N. E. & White, K. J. (1977). The durbin-watson test for serial correlation with extreme sample sizes or many regressors. Econometrica, 45(8), 1989-1996. https://doi.org/10.2307/1914122
World Health Organization. (2024). Global report on infection prevention and control. Retrieved October 1, 2025 from https://doi.org/https://www.who.int/publications/i/item/9789240103986.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข


