ผลของโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
คำสำคัญ:
โปรแกรมพฤติกรรมสุขภาพ, ชะลอไตเสื่อม, ชุมชนเป็นฐานบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ระยะก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ คำนวณตัวอย่างด้วย G*Power ได้ค่า Effect size เท่ากับ 0.80 ตัวอย่างทั้งสิ้น 104 คน เป็นกลุ่มทดลอง 52 คน ดำเนินการทดลองด้วยโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพตนเองระยะเวลา 6 เดือน และกลุ่มควบคุม 52 คน ได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบวัดความรู้การจัดการพฤติกรรมสุขภาพตนเอง ตรวจสอบค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นตามสูตรของคูเดอร์-ริชาร์ตสัน 20 เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติ Independent t-test, Paired t-test, Wilcoxon Signed Ranks Test, Mann-Whitney U test และ McNemar Test
ผลหลังจากนำโปรแกรมฯ ไปใช้ พบว่า คะแนนเฉลี่ยการจัดการพฤติกรรมสุขภาพตนเองของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) นอกจากนี้ค่า eGFR เฉลี่ยของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยมีสัดส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สามารถชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ร้อยละ 80.77 และมีค่า eGFR เฉลี่ยเท่ากับ 72.44 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมจัดการพฤติกรรมสุขภาพสามารถนำมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, กรมการแพทย์, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566. กรุงเทพมหานคร: ศรีเมืองการพิมพ์; 2566.
กรมการแพทย์, กรมควบคุมโรค, สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. แนวทางการตรวจคัดกรองและดูแลรักษาภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย; 2558.
ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center, HDC). รายงานมาตรฐาน [อินเตอร์เน็ต]. 2568 [เข้าถึงเมื่อ 13 มี.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://hdc.moph.go.th/center/public/main
คณรัตน์ เดโฟเซซ, ณัฐรุจา เนตรภักดี, อิ๋น วงษ์เคน, หนูกาญจน์ แฝงเมืองคุก. การพัฒนารูปแบบเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน. 2566; 8(2):260-8.
ธวัช วิเชียรประภา. ผลของรูปแบบการชะลอไตเสื่อมด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี. 2566; 17(3):65–76.
พรรณทิวา บุญมี, ขนิษฐา วิศิษฎ์เจริญ, ศุภวรรณ ใจบุญ, ดวงรัตน์ กวีนันทชัย. ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลฝาง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์. 2567; 8(2):1–15.
วิจิตรา ชัยภักดี. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะไตแทรกซ้อนเรื้อรัง. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. 2567; 12(1):61–82.
นิฤมล สบายสุข, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร, ณิชกานต์ ทรงไทย. ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและอัตราการกรองของไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์. 2561; (ฉบับพิเศษ):137–50.
เพชรริน วิญญายอง. ผลของการให้ความรู้เพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 ในงานบริการผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลลำพูน จังหวัดลำพูน. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน. 2567; 9(5):542–8.
ศศิกานต์ ซองทุมมินทร์. ผลของโปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวาน รพ.สต.บ้านแสนพัน ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2566; 16(1):14–24.
Suvamat J, Powwattana A, Thaingtham W, Pichayapinyo P, Boonlue S. Effectiveness of a program to slow the progression of chronic kidney disease among T2DM patients with hypertension and CKD stage 3 in the community: a randomized controlled trial. J Prim Care Community Health. 2023; 14:1–8. doi:10.1177/21501319231210619
McCullough PA, Bakris GL, Owen WF, Klassen PS, Califf RM. Slowing the progression of diabetic nephropathy and its cardiovascular consequences. Am Heart J. 2004; 148(2):243–51. doi: 10.1016/j.ahj.2004.03.042
กรมควบคุมโรค. แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2570) [อินเตอร์เน็ต]. 2568 [เข้าถึงเมื่อ 13 มี.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
กรมควบคุมโรค. คู่มือการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยยึดชุมชนเป็นฐาน: ชุมชนลดเสี่ยง ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (CBI NCDs). พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: อิโมชั่น อาร์ต; 2561.
Burtis CA, Bruns DE. Tietz Fundamentals of Clinical Chemistry and Molecular Diagnostics. 7th edition. St. Louis (MO): Elsevier/Saunders; 2015.
Levey AS, Stevens LA, Schmid CH, Zhang YL, Castro AF 3rd, Feldman HI, et al. A new equation to estimate glomerular filtration rate. Ann Intern Med. 2009; 150(9):604-12.
National Committee for Clinical Laboratory Standards (NCCLS). Procedures for the Collection of Diagnostic Blood Specimens by Venipuncture; Approved Standard - Fifth Edition. NCCLS document H3-A5. Wayne (PA): National Committee for Clinical Laboratory Standards; 2003.
Thomas L. Clinical Laboratory Diagnostics: Use and Assessment of Clinical Laboratory Results. Frankfurt/Main: TH-Books; 2016.
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. โภชนาการสำหรับผู้เป็นโรคไตเรื้อรัง: แนวทางการรับประทานอาหารอย่างมีความสุข เพื่อสุขภาพไตที่ดี. กรุงเทพมหานคร: ไอดี ออล ดิจิตอล พริ้นท์; 2560.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีและบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว