การศึกษาความชุกและวิธีการรักษาที่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งปอด ชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็กระยะเริ่มต้นในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
Main Article Content
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ ศึกษาความชุก และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดเสริมหลังการผ่าตัด รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ตัวเล็กระยะต้น (ระยะที่ 1-3 ตาม AJCC version 7) ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รูปแบบการวิจัย Retrospective study วิธีการวิจัย เก็บข้อมูลพื้นหลังได้แก่ เพศ, อายุ, ประวัติการสูบบุหรี่, ระยะของโรค, ความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน, รูปแบบการผ่าตัด, ผลชิ้นเนื้อ, การรักษาเสริมหลังผ่าตัดโดยเฉพาะสูตรยาเคมีบำบัด ของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ตัวเล็กระยะต้นตั้งแต่ มกราคม 2546 ถึง มกราคม 2556 จากฐานข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยนอก โดยผู้ป่วยระยะลุกลามและแพร่กระจายจะถูกคัดออก พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการกลับเป็นซ้ำและอัตราการรอดชีวิต ด้วยวิธี Cox proportional hazards model and hazard ratios (HRs) ผลการวิจัย มีผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ตัวเล็ก ทั้งหมด 216 คน จากทั้งหมด 1,550 คน คิดเป็นร้อยละ 14 จากระยะเวลาการติดตามโรค 36.6 เดือน พบอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคที่ 5 ปีร้อยละ 33.8 และอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ร้อยละ 48.9 จากการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Multivariated analysis พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคและอัตราการรอดชีวิตที่ลดลงได้แก่ ระยะที่ 3 และผลชิ้นเนื้อชนิด poorly differentiated โดยที่เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสูตรยาเคมีบำบัดที่ใช้ยาซิสพลาตินกับยาคาร์โบพลาติน พบว่าอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ที่ร้อยละ 43 และ 36 ตามลำดับ สรุป ความชุกของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ตัวเล็กระยะต้นของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าใกล้เคียงกับการศึกษาอื่นในประเทศไทย และปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการกลับเป็นซ้ำและอัตราการรอดชีวิตที่สั้นลงได้แก่ ระยะที่ 3 และชิ้นเนื้อชนิด poorly differentiated ทั้งนี้ประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษาแต่ละชนิดไม่แตกต่างกัน
Downloads
Article Details
บทความในวารสารนี้อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ กรมแพทย์ทหารบก และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)
ท่านสามารถอ่านและใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา และทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตอย่างเหมาะสมแก่ผู้เขียนและวารสาร
ห้ามใช้หรือแก้ไขบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนอย่างเต็มที่
การนำบทความไปเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบสาธารณะอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร