ประสิทธิผลของโปรแกรมสมาธิบำบัดต่อการลดระดับความดันโลหิต ในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาชนิดกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสมาธิบำบัดต่อการลดระดับความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการคัดกรองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคความดันโลหิตสูง โดยมีเกณฑ์ในการคัดเข้า คือ 1) มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป 2) มีค่าความดันโลหิตตัวบนอยู่ระหว่าง 140 – 179 มิลลิเมตรปรอท หรือมีค่าความดันโลหิตตัวล่างอยู่ระหว่าง 90 – 109 มิลลิเมตรปรอท และ 3) อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกทราย อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุงอย่างน้อย 6 เดือน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 33 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสมาธิบำบัด และกลุ่มควบคุมได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพมาตรฐานปกติ จำนวน 8 สัปดาห์ ตัวแปรตาม คือ ความรู้ ความเชื่อ พฤติกรรมสุขภาพ ค่าความดันโลหิตตัวบน และค่าความดันโลหิตตัวล่าง วิเคราะห์ข้อมูลคุณลักษณะทางประชากรด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบค่าคะแนนความรู้ ความเชื่อ พฤติกรรมสุขภาพ ค่าความดันโลหิตตัวบนและค่าความดันโลหิตตัวล่างด้วยสถิติ Student’s t-test และ paired t-test ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนความรู้ (Mean difference = 3.23; 95%CI: 2.58, 3.89) ความเชื่อ (0.83; 0.18, 1.48) และพฤติกรรมสุขภาพ (10.30; 9.35, 11.25) เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงหลังการทดลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีค่าความดันโลหิตตัวบน (-28.30; -35.56, -21.04) และค่าความดันโลหิตตัวล่าง (-14.27; -20.04, -8.50) หลังการทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้พบว่าค่าความดันโลหิตตัวบน (-7.78; -14.12, -1.44) และค่าความดันโลหิตตัวล่าง (-5.09; -9.42, -0.76) ของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการศึกษาดังกล่าวบุคลากรสาธารณสุขที่รับผิดชอบในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงควรส่งเสริมและสนับสนุนการใช้โปรแกรมสมาธิบำบัดในกลุ่มเสี่ยงด้วยโรคความดันโลหิตสูง เพื่อเป็นการป้องกันและเฝ้าระวังต่อการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงในอนาคต ต่อไป
Article Details
เอกสารอ้างอิง
Health Organization; 2013.
2. Ministry of Public Health. Health Data Center (HDC) [online]. 2019 [cited 23 June 2019]. Available
from:https://hdcservice.moph.go.th/hdc/main/index_pk.php (in Thai)
3. Kanthara, S., Triamchaisri, D. Meditation practices for health remedies. Faculty of Public Health Department
of Public Health Nursing. Mahidol University; 2007.
4. Naewbood, S. Effect of Practicing SKT 2 Healing To Blood Pressure Level of Essential Hypertensive Patients.
Journal of Nursing Science, Naresuan University 2014; 9(Suppl 3): 14-22 [in Thai]
5. Chibsamanboon, P., Suttineam, U. Effects of The Somporn KantaradusdiI-TriamchaisriI Technique 2 (SKT2) On Blood Pressure Levels And Biochemical Markers. Journal of Boromarajonani College of Nursing, Bangkok 2013; 29 (Suppl 2) : 122-133 [in Thai]
6. Reliability of cronbach. [Internet]. 2019. [Accessed 13 July 2017]. Available from https://soreda.oas.psu.ac.th/files/924_file_chapter%203.pdf
7. Pimpong, S. Effect of Meditation program in case of Hypertension and Diabetic patients. [Internet]. 2019. [Accessed 17 June 2019]. Available fromhttps://www.western.ac.th/media/attachments/2018/03/01/-4.pdf