ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพของบุคคลทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษาซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการออกกำลังกายของนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) เปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการออกกำลังกายของนิสิตระหว่างเพศหญิงและเพศชาย และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีวิจัยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากตัวอย่างที่เป็นนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวน 160 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติที่ และพฤติกรรมการออกกำลังกาย มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.94, 1.00, และ 1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.72, 0.89, และ 0.73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) นิสิตมีความรู้ในการออกกำลังกายอยู่ในระดับปานกลาง มีทัศนคติในการออกกำลังกายอยู่ในระดับสูง และมีพฤติกรรมการออกกำลังกายอยู่ในระดับสูง 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการออกกำลังกายระหว่างเพศหญิงกับเพศชายของนิสิตไม่แตกต่างกัน และ 3) ปัจจัยด้านทัศนคติสามารถทำนายการมีพฤติกรรมการออกกำลังกายของนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 33.6 จากผลการวิจัยสามารถนำไปส่งเสริมทัศนคติในการออกกำลังกายเพื่อให้นิสิตมีพฤติกรรมการออกกำลังกายได้ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพให้มากขึ้น
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
Chalothorn Siangsai, & Sujitra Sukontharat. (2015). Factors related to physical activity of university students in Bangkok. Journal of Sports Science and Health, 16(3), 63-75.
Department of Noncommunicable Disease Control, Division of Disease Control. (2019). Report about NCDs, diabetes, hypertension, and related risk factors in 2019. Retrieved from http://www.thaincd.com/document/file/download/knowledge/ReportaboutNCDs63update.pdf
Jintana Sarayuthpitak. (2015). Teaching materials 2723248 Exercise physiology for health and physical education teachers. Bangkok: Faculty of Education, Chulalongkorn University.
Jantana Sarayuthpitak. (2022). Health education learning management in the 21st century. Bangkok: Chulalongkorn University Press.
Nanticha Kraisin, Chudamas Singhachai Nara, Sombat Onsiri, & Sombun Inthamya. (2021). The relationship between knowledge, attitude, and exercise behavior of teachers in the Pathum Thani Provincial Administrative Organization. Journal of Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, 13(1), 114-127.
National Statistical Office. (2018). Survey of social, cultural, and mental health conditions 2018. Bangkok: National Statistical Office.
Rangsan Chaikham, Laddawan Vonk, Thanee Khamchai, Anutacha Pinkeaw, Siwaporn Nontadee, Juthathip Panvol, Sinjai Sontong, & Punnathut Bonkhunthod. (2023). Factors Predicting Exercise Behavior of Chonburi Cancer Hospital Personnel. Nursing Journal of the Ministry of Public Health, 33(2), 97-111.
Somnuk Kaewwilai. (2009). Factors affecting exercise behavior of undergraduate students at Rajamangala University of Technology Phra Nakhon (Research Report). Bangkok: Faculty of Business Administration, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon.
Sopon Aphornsiriroj. (2019). A study of exercise behavior of students at the demonstration school "Piboonbamphen", Burapha University. Journal of Health Education, Physical Education and Recreation, 45(1), 1-13.
Wichai Aekplakorn, Hataichanok Puckcharern, & Warapone Satheannoppakao. (2022). The 6th National Health Examination Survey 2019-2020. Health Systems Research Institute (HSRI).