การพัฒนาหุ่นจำลองสำหรับฝึกทักษะการประเมินท่าทารกในครรภ์

ผู้แต่ง

  • จิราภรณ์ นันท์ชัย อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย
  • สมชาย แสงนวล อาจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย

คำสำคัญ:

การพัฒนาหุ่นจำลอง, การฝึกประเมินท่าทารกในครรภ์

บทคัดย่อ

การฝึกทักษะตรวจครรภ์และการทำคลอดของนักศึกษาพยาบาล ต้องการความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทารกในครรภ์ ซึ่งหุ่นจำลองที่ใช้เป็นสื่อในปัจจุบันยังไม่สามารถหมุนท่าทารกในครรภ์ได้สะดวกและส่วนของทารกอาจอยู่ไม่ตรงตามตำแหน่งที่ควรจะเป็น การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาหุ่นจำลองสำหรับฝึกทักษะการประเมินท่าทารกในครรภ์ ประเมินคุณภาพและประสิทธิผลของหุ่นจำลอง ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การออกแบบและพัฒนาหุ่นจำลอง ส่วนที่ 2 ประเมินคุณภาพหุ่นจำลอง และส่วนที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ 1 ภาคการศึกษาฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560 คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ใช้วิธีการจับฉลากแบบไม่คืนที่ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพหุ่นจำลอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบประเมินได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.87 และแบบประเมินทักษะการประเมินท่าทารกในครรภ์ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบประเมินโดยใช้สูตรเคอาร์ 20 ได้เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบคะแนนทักษะการประเมินท่าทารกในครรภ์ก่อนและหลังการฝึกด้วยหุ่นจำลองโดยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของประชากรสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน

            ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้หุ่นจำลอง ประกอบด้วย 2 ชิ้น คือ ชิ้นที่ 1 หุ่นจำลองเชิงกรานและทารกที่ติดตั้งอยู่กับฐานเหล็ก โดยหุ่นจำลองเชิงกรานสร้างจากกระดาษที่ใช้แล้วตามขนาดของเชิงกราน และหุ่นจำลองทารกที่ติดตั้งเฟืองหมุนไว้ สามารถหมุนท่าทารกในครรภ์ได้ทั้งด้านซ้ายและขวา และชิ้นที่ 2 QR code วีดิทัศน์ที่อธิบายท่าทารกในครรภ์ที่มีศีรษะเป็นส่วนนำ 2) คุณภาพหุ่นจำลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.78, S.D. = 0.42) และ 3) คะแนนทักษะการประเมินท่าทารกในครรภ์ ภายหลังการฝึกด้วยหุ่นจำลองสูงกว่าก่อนการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 18.20, p < 0.001)

ผลจากการวิจัยครั้งนี้มีประโยชน์แก่นักศึกษาพยาบาลในการฝึกประเมินท่าทารกในครรภ์ก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติหน่วยฝากครรภ์ และหน่วยคลอด และเหมาะสมสำหรับการทบทวนด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมให้เกิดทักษะในการประเมินท่าทารกในครรภ์ต่อไป

References

Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral science (2nd ed.). Hillsdale, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.
Cunningham, F. G., Leveno, K. J., Bloom, S. L., Dashe, J. S., Hoffman, B. L., Casey, B. M., & Spong, C. Y. (2018). Williams obstetrics (25th ed.). New York: McGraw-Hill.
Thato, R. (2018). Nursing research: Concepts to application (3rd ed.). Bankok: Chulalongkorn University Printing House. (In Thai)
Kunaviktikul, W. (2015). Teaching and learning in the discipline of nursing in the 21st century. Nursing Journal, 42(2), 152-156. (In Thai)
Sairodrung, W., Chaisatsampun W., Wiriya K., & Phiriyasrikaew W. (2010). Computer-assisted instruction lesson on labor pain relief for nursing students. Thai Pharmaceutical and Health Science Journal, 5(3), 251-255. (In Thai)
Kanjanawasee, S. (2016). Research and Development for Thai Education. Silpakorn Educational Research Journal, 8(2), 1-18. (In Thai)
Xuto, P., Parisunyakul S., & Putjorn, P. (2007). Effects of computer assisted instruction on machnism of labor on knowledge of nursing students. Journal of nursing and education, 1(1), 23-32. (In Thai)
Yimyam, S., & Karnasuta S. (2013). Developing a FON CMU breast model as a teaching aid for breastfeeding. Nursing Journal, 40(4), 56-67. (In Thai)
Yimyam, S. (2016). Developing simulation model for training clinical skill of health science students. Nursing Journal, 43(2), 142-151. (In Thai)

Downloads

เผยแพร่แล้ว

2018-12-25

How to Cite

นันท์ชัย จ., & แสงนวล ส. (2018). การพัฒนาหุ่นจำลองสำหรับฝึกทักษะการประเมินท่าทารกในครรภ์. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 45(4), 37–46. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/cmunursing/article/view/162592