การพัฒนาโปรแกรมเตรียมความพร้อมพยาบาลหัวหน้าเวรในการจัดการความขัดแย้ง หออภิบาลผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสงขลา
คำสำคัญ:
โปรแกรมเตรียมความพร้อม, พยาบาลหัวหน้าเวร, การจัดการความขัดแย้งบทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์ พัฒนาโปรแกรมเตรียมความพร้อมพยาบาลหัวหน้าเวรในการจัดการความขัดแย้ง และศึกษาผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมพยาบาลหัวหน้าเวรต่อความรู้และความมั่นใจในการจัดการความขัดแย้ง การดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน คือ (1) การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ (2) การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโปรแกรม (3) การออกแบบโปรแกรมเบื้องต้น ทดลองนำร่อง และประเมิน และ (4) การปรับปรุงโปรแกรม ทดลองซ้ำ และประเมินผล ในขั้นศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมใช้วิธีวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลก่อน-หลัง กลุ่มทดลองเป็นพยาบาลวิชาชีพ หออภิบาลผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสงขลา ที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 20 คน ใช้เวลา 3 สัปดาห์ ตัวแปรจัดกระทำคือ โปรแกรมเตรียมความพร้อมพยาบาลหัวหน้าเวรในการจัดการความขัดแย้ง เครื่องมือวัดตัวแปรตาม คือ 1) แบบวัดความรู้ในการจัดการความขัดแย้ง และ 2) แบบสอบถามความมั่นใจในการจัดการความขัดแย้ง ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงและความเที่ยง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา และสถิตินอนพาราเมตริก Wilcoxon Signed-Ranks Test
ผลการวิจัย พบว่า 1) โปรแกรมเตรียมความพร้อมพยาบาลหัวหน้าเวรในการจัดการความขัดแย้งที่พัฒนาขึ้น เป็นชุดกิจกรรมที่ผสมผสานการเรียนรู้หลายวิธี เป็นเวลา 3 สัปดาห์มีความสอดคล้องกัน ความเป็นไปได้ และความเหมาะสมกับพยาบาลหออภิบาลผู้ป่วยหนัก 2) หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ในการจัดการความขัดแย้งมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z=-3.95, p< .01) 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจในการจัดการความขัดแย้งหลังการทดลอง อยู่ในระดับมาก (M=3.80, SD.= .55) โดยกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 75 มีความมั่นใจระดับมาก รองลงมีความมั่นใจระดับปานกลาง และมากที่สุด ร้อยละ 20 และ 5 ตามลำดับ ดังนั้น ผู้บริหารการพยาบาลสามารถนำโปรแกรมเตรียมความพร้อมพยาบาลหัวหน้าเวรในการจัดการความขัดแย้งที่พัฒนาขึ้น ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงาน
เอกสารอ้างอิง
Adler, R., & Elmhorst, J. (2005). Communicating at work: Principles and practices for business and the professions. McGraw-Hill.
Aranyawet, S., Thiengchanya, P., & Thongsuk, P. (2022). The development of a program to promote head nurse competency based on competency-based learning at Songklanagarind Hospital. Journal of Health and Nursing Education, 28(2), 1-18.
Czyz-Szypenbejl, K., Medrzycka-Dabrowska, W., Falcó-Pegueroles, A., & Lange, S. (2022). Conflict sources and management in the ICU setting before and during COVID-19: A scoping review of the literature. International Journal of Environmental Research and Public Health, 19(3), 1875.
Grohar-Murray, M. E., & DiCroce, H. R. (1992). Leadership and management in nursing. Appleton & Lange.
Kanjanawasee, S. (2016). Research and development of Thai education. Silpakorn Educational Research Journal, 8(2), 1-18. https://so05.tcithaijo.org/index.php/ suedureasearchjournal/article/view/77495/62135 (in Thai)
Sinthuchai, P., Ubonwan, K., & Bunsin, S. (2017). Effects of learning management using virtual simulation situations on knowledge, satisfaction and self-confidence of 4th year nursing students in practicing professional skills training courses before graduation. Ramathibodi Nursing News, 23(1), 113-127. (in Thai)
Strack van Schijndel, R., & Burchardi, H. (2007). Bench-to-bedside leadership and conflict
management in intensive care unit. Critical Care, 11(6), 1-7
Thipphayaphan, C., Jitpakdee, B., & Lertkiatnapa, P. (2014). Program development preparation for being a shift leader. Nursing Journal. 41(1). 145-157. (in Thai)
Thomas, K. W., & Kilmann, R. H. (1974). Thorn-Kilmann conflict mode instrument. XICOM, Inc.
Thipsumanan, W., et al. (2017). Compliance with the Nursing and Midwifery Council regulations regarding maintain the ethics of the nursing and midwifery profession 2007 for professional nurses in a tertiary hospital. Journal of King Prajadhipok's College, Chanthaburi. 28(2). 116-127. (in Thai)
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี และคณาจารย์ท่านอื่นๆในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว