การประยุกต์ใช้รูปแบบดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย

ผู้แต่ง

  • กมลทิพย์ ตั้งหลักมั่นคง วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข
  • ชลการ ทรงศรี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
  • ศรีไชย โพธิ์ศรี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข
  • เพชรา ทองเผ้า คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานี วิทยาเขตอุดรธานี
  • วริดา นิลราช วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข
  • ภัณฑิรชา เฟื่องทอง คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานี วิทยาเขตอุดรธานี

คำสำคัญ:

การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ, การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย, ผู้สูงอายุ

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์การใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย กลุ่มตัวอย่างทำการคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน แกนนำชุมชน ผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ กลุ่มผู้สูงอายุ รวมจำนวน 176 คน และ 2) กลุ่มผู้สูงอายุที่นำรูปแบบไปใช้ จำนวน 108 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ แบบประเมินสุขภาพผู้สูงอายุ และแบบสอบถามปลายเปิดกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยสถิติพรรณนา

ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพ 3 อันดับแรก คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคข้อเข่าเสื่อม ออกกำลังกายเป็นประจำร้อยละ 50.85 เข้าร่วมกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 38.35 รูปแบบการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ 2) การอบรมให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุตามสถานการณ์ปัญหาของชุมชนที่พบ โดยคณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุ ประกอบด้วย การบริหารสมอง การป้องกันภาวะซึมเศร้า และจัดกิจกรรมสันทนาการ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และ 3) ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุติดสังคม เยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง คัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุเบื้องต้น และมีการ จัดอบรมผู้สูงอายุให้มีความรู้ตามความต้องการตามสภาวะสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีการทำกิจกรรม 4 กลุ่ม คือ กลุ่มออกกำลังกาย กลุ่มปลูกผักปลอดภัย กลุ่มปฏิบัติศาสนกิจ และกลุ่มจิตอาสา ผลการดำเนินงานพบว่า ผู้สูงอายุมีภาวะสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ภาวะแทรกซ้อนจากโรคประจำตัวลดลง ผู้ที่มีภาวะรู้คิดบกพร่องมีคะแนนในเกณฑ์ปกติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 83.33 เป็น 91.67 และภาวะซึมเศร้าลดลงจากร้อยละ 16.67 เป็น 12.04 ผลวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยเน้นการมีส่วนร่วมและกิจกรรมที่ตอบสนองปัญหาเฉพาะได้อย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ. (2564). คู่มือคัดกรองและประเมินสุขภาพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2564 กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2565 จาก https://agingthai.dms.go.th/agingthai/wp-content/uploads/2021/02/book-2564-02_2.pdf.

กรมกิจการผู้สููงอายุุ. (2566). สถานการณ์ผู้สูงอายุุไทยุ พ.ศ. 2565. กรุงเทพฯ: บริษัท อัมรินทร์คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด มหาชน.

ณปภัช สัจนวกุล และคณะ. (2565). เอกสารสรุปการวิจัย (Research Brief) เรื่องการสูงวัยในถิ่นที่อยู่ข้อเสนอตัวแบบนโยบายจากบทเรียนต่างประเทศ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม.

ศิริพร จิรวัฒน์กุล และคณะ. (2563). การจัดการความขัดแย้งในการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายในการดูแลผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาจังหวัดขอนแก่น. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 13(2), 39-50.

สังวาล จ่างโพธิ์.(2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยชุมชนมีส่วนร่วม ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ, 7(2), 165-183.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2560). คู่มือการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวม. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2562). โครงการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน. สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2565 จาก https://www.thaihealth.or.th.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2566). รายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจน และความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2565. กรุงเทพฯ: กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม.

สุรีย์ บุญญานุพงศ์ และคณะ. (2562). การพัฒนารูปแบบการบูรณาการการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 13(3), 278-291.

สุวิมลรัตน์ รอบรู้เจน. (2560). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ สำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 9(3), 57-69.

อารี พุ่มประไวทย์ และจรรยา เสียงเสนาะ. (2560). การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(3), 160-175.

Greenfield, E. A. (2016). Support from Neighbors and aging in place: Can NORC programs make a difference?. The Gerontologist, 56(4), 651-659. https://doi.org/10.1093/geront/gnu162

Kemmis, S., Mctaggart, R., & Nixon, R. (2014). The action research planner: Doing critical participatory action research. Singapore: Springer.

Kim, Y., Bae, S., Chang, H. H., & Kim, S. W. (2023). Long COVID prevalence and impact on quality of life 2 years after acute COVID-19. Scientific Reports, 13(1), 11207. https://doi.org/10.1038/s41598-023-36995-4

Stuck, A. E., Siu, A. L., Wieland, G. D., Adams, J., & Rubenstein, L. Z. (1993). Comprehensive geriatric assessment: A meta-analysis of controlled trials. Lancet (London, England), 342(8878), 1032-1036. https://doi.org/10.1016/0140-6736(93)92884-v

United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division. (2020). World Population Ageing 2019. New York: the United Nations.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-06-09

รูปแบบการอ้างอิง

ตั้งหลักมั่นคง ก., ทรงศรี ช. ., โพธิ์ศรี ศ. ., ทองเผ้า เ., นิลราช ว., & เฟื่องทอง ภ. . (2025). การประยุกต์ใช้รูปแบบดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย . วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข, 5(2), e271116. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jnphr/article/view/271116