กระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดในผู้ป่วยภายหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิด หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ
คำสำคัญ:
กระบวนการ, ผลลัพธ์, การจัดการความปวด, ผ่าตัดหัวใจแบบเปิดบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง ใช้กรอบแนวคิดรูปแบบประสิทธิภาพของบทบาทพยาบาล เพื่อศึกษากระบวนการการจัดการความปวดตามบทบาทของพยาบาล ประกอบด้วย 1) บทบาทอิสระ 2) บทบาทตามแผนการรักษาของแพทย์ และ 3) บทบาทร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ และผลลัพธ์การจัดการความปวด เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากเวชระเบียนของผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ จำนวน 110 ราย ที่เข้ารับการรักษาระหว่างตุลาคม พ.ศ. 2557 ถึง กันยายน พ.ศ. 2558 เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลความเจ็บป่วย กระบวนการการจัดการความปวด และผลลัพธ์การจัดการความปวด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และ one sample t-test
ผลการวิจัยพบว่า การจัดการความปวดตามบทบาทอิสระ พยาบาลประเมินความปวดของกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบประเมินแบบตัวเลขที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติ ส่วนใหญ่จัดการความปวดแบบไม่ใช้ยาด้วยการดูแลความสะอาดร่างกายและความสุขสบาย การจัดท่า และน้อยกว่าร้อยละ 50 ติดตามประเมินความปวดซ้ำ บทบาทการจัดการความปวดตามแผนการรักษาของแพทย์คือดูแลให้ได้รับยาระงับปวด ที่พบมากที่สุดคือมอร์ฟีนและเฟนตานิล ส่วนบทบาทการจัดการความปวดร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพพบว่า มีเหตุการณ์ที่ต้องรายงานศัลยแพทย์หลังจัดการความปวดที่ทำให้ควบคุมความปวดไม่เพียงพอ ในระยะ 24, 48 และ 72 ชั่วโมง หลังจากผ่าตัด พบน้อยกว่าร้อยละ 10.00 และการรายงานศัลยแพทย์ เมื่อมีอาการผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวด ในระยะ 24 และ 48 ชั่วโมง น้อยกว่าร้อยละ 3 ผลลัพธ์ของการจัดการความปวด พบว่าในระยะ 24 และ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ส่วนใหญ่มีความปวดระดับปานกลาง แต่ในระยะ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ส่วนใหญ่มีระดับความปวดเล็กน้อย เมื่อนำคะแนนความปวดไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ควบคุมความปวดได้ที่คะแนน 3 พบว่าคะแนนความปวดในระยะ 24 และ 48 ชั่วโมง ยังสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.000 และ .008 ตามลำดับ) แต่ในระยะ 72 ชั่วโมงคะแนนความปวดอยู่ในระดับควบคุมได้ตามเกณฑ์ (p=.329)
ข้อเสนอแนะ ควรมีเครื่องมือการประเมินความปวดในผู้ป่วยที่สื่อสารได้จำกัดเพื่อให้ได้ข้อมูลความปวดที่ถูกต้องตรงกรณี ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการความปวดอย่างประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
2. The Society of Thoracic Surgeons of Thailand. Number of heart operation in Thailand between years 2001-2015. The society of thoracic surgeons of Thailand [internet]. 2016 [cited 2016 March 15]. Available from:http://thaists.org/news_detail.php?news
_id=212. (in Thai).
3. Sattari M, Baghdadchi ME, Kheyri M, Khakzadi H, Mashayekhi SO. Study of patient pain management after heart surgery. Adv Pharm Bull. 2013; 3(2):373-7.
4. Dabbagh A. Postoperative pain management in cardiac surgery. In: Dabbagh A, Esmailian F, Aranki S. F, editors. Postoperative Critical Care for Cardiac Surgical Patients. New York: Springer Heidelberg; 2014. p. 253-90.
5. Totonchi Z, Seifi S, Chitsazan M, Ghavidel AA, Baazm F, Faritus SZ. Pain location and intensity during the first week following coronary artery bypass graft surgery. Anesth Pain Med. 2014; 4(1):1-7.
6. Irvine D, Sidani S, Hall LM. Linking outcomes to nurses' roles in health care. Nurs Econ. 1998; 16(2):58-64.
7. Hanucharurnkul S, Jeangsawang N, Partiprajak S. Outcomes and outcomes and assessment of advanced practice nurse. In: Hanucharurnkul S, Panpakdee O, editors. Advanced practice nursing; Integration to practice. Bangkok: Joodthong; 2010. 87-113. (in Thai).
8. Milgrom LB, Brooks A, Bunnell K, Wuestefeld S, Beckman D. Pain levels experienced with activities after cardiac surgery. Am J of Crit Care. 2004; 13(2):116-25.
9. Harper D, Young A, McNaught CE. The physiology of wound healing. Elsevier 2014; 32(9):445-50.
10. Chaingarm S. A study of pain perception and pain management in persons with abdominal surgery. [Master Thesis of Nursing Science]. Pathum Thani: Rangsit University; 2009. (in Thai).
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความนี้ยังไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างส่งไปตีพิมพ์ในวารสารอื่น ๆ มาก่อน และกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจทาน และแก้ไขต้นฉบับตามเกณฑ์ของวารสาร ในกรณีที่เรื่องของท่านได้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ถือว่าเป็น ลิขสิทธิ์ของวารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก


