การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาทักษะการควบคุมตนเองเพื่อป้องกันพฤติกรรมการรังแกกันในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 - 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาทักษะการควบคุมตนเองเพื่อป้องกันพฤติกรรมการรังแกในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 - 3
วิธีการศึกษา : การวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย ระยะพัฒนาโปรแกรม ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ครูระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 และผู้รับผิดชอบงานวัยเรียน และระยะทดสอบผลโปรแกรมในกลุ่มครูและนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมการพัฒนาทักษะการควบคุมตนเองเพื่อป้องกันพฤติกรรมการรังแกในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 แบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อโปรแกรมและต่อนักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมฯ แบบประเมินจุดแข็ง - จุดอ่อน และแบบสอบถามปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Chi-Square Test เปรียบเทียบคะแนนก่อน - หลัง และติดตามผล
ผลการศึกษา : โปรแกรมที่พัฒนาประกอบด้วยแผนการสอนสำหรับครูและนักเรียน กลุ่มละ 3 แผน พบว่าคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นของครูต่อโปรแกรมฯ ในระยะติดตามผลสูงกว่าระยะก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้และด้านทักษะของนักเรียน ในระยะก่อนกับระยะหลัง และระยะก่อนกับระยะติดตามผล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รวมถึงคะแนนเฉลี่ยจุดแข็ง - จุดอ่อน และคะแนนเฉลี่ยปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ด้านการเป็นผู้ถูกรังแกและด้านการเป็นผู้รังแกในระยะก่อนและระยะติดตามผล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป : โปรแกรมนี้ช่วยส่งเสริมความรู้ ทักษะ และทัศนคติของครู เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการเรียนรู้ของนักเรียน จึงเป็นโปรแกรมทางเลือกในการนำไปใช้ส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันพฤติกรรมการรังแกในนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์แล้ว เป็นลิขสิทธิ์ของสมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
เอกสารอ้างอิง
กองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต. (2563). โปรแกรมการพัฒนาทักษะการควบคุมตนเอง (self-control) เพื่อป้องกันพฤติกรรมการรังแกกัน (bullying) ในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1-3 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: บริษัทพรอสเพอรัสพลัส.
กิติรัตน์ สุวรรณรงค์, ยุนี พงศ์จตุรวิทย์, และนุจรี ไชยมงคล, (2565). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมข่มเหงรังแกผู้อื่นใน เด็กวัยเรียนตอนปลาย. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 30(4), 13-25.
ชุตินาถ ศักรินทร์กุล, และอลิสา วัชรสินธุ. (2557). ความชุกของการข่มเหงรังแกและปัจจัยด้านจิตสังคมที่เกี่ยวข้องในเด็กมัธยมต้น เขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, 59(3), 221-230.
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เลขา. (2560). การคัดกรองสุขภาพจิตเด็กวัยเรียน. https://www.happyhomeclinic.com/Download/ebook/screening2560.pdf.
ธนัชชา วงษ์ทองคำ. (2564). การศึกษามาตรการการป้องกันและคุ้มครองการแกล้งรังแกในสถานศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายในสังกัดกรุงเทพมหานคร [วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ธัญญาภรณ์ อุปมัยรัตน์, วินีกาญจน์ คงสุวรรณ, และวันดี สุทธรังษี. (2562). ผลของโปรแกรมการกำกับตนเองต่อทัศนคติการใช้ความรุนแรง และพฤติกรรมการควบคุมตนเองในนักเรียนวัยรุ่น. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 33(3), 13-28.
แผนงานพัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพจิต. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). (2560). รายงานสรุป การป้องกันโรคจิตเวช : มาตรการและทางเลือกนโยบายที่มีประสิทธิผล. กรุงเทพฯ:วนิดาการพิมพ์.
พงษ์สุดา ป้องสีดา. (2564). ความชุกของการรังแกกันและปัจจัยด้านครอบครัวที่เกี่ยวข้องในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษา จังหวัดน่าน. เชียงรายเวชสาร, 13(2), 102-119.
พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์, วิไลลักษณ์ ลังกา, กัมปนาท บริบูรณ์, และครรชิต แสนอุบล. (2561). การพัฒนารูปแบบการป้องกันการข่มเหงรังแกในโรงเรียน. Veridian E-Journal, Silpakorn University ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ, 11(1), 3653-3667.
มูลนิธิรักษ์ไทย, และสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). นักเรียนก้าวทันยุติการรังแกในโรงเรียนและโซเชียลมีเดีย. https://anyflip.com/xlwwg/vyiu/basic
วาสนา มั่งคั่ง, ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ, แลtรุ่งนภา สูตินันท์โอภาส. (2564). การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้เพื่อการป้องกันพฤติกรรมการข่มเหงรังแกในโรงเรียน. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์, 13(2), 119-131.
ศรสลัก นิ่มบุตร. (2564), ประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างการเรียนรู้อารมณ์สังคมในการป้องกันการข่มเหงรังแกกันของนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์การข่มเหงรังแกกันในโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย: การวิจัยผสานวิธี [วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. http://ir-ithesis.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/ 1986/1/gs611150039.pdf
ศรสลัก นิ่มบุตร, อัจศรา ประเสริฐสิน, และฐาศุกร์ จันประเสริฐ. (2565). ผู้เห็นเหตุการณ์กับการป้องกันการข่มเหงรังแกกันในโรงเรียน. วารสารราชพฤกษ์, 20(3), 141-155.
ศรีเรือน แก้วกังวาน. (2545). จิตวิทยาพัฒนาทุกช่วงวัย : แนวคิดเชิงทฤษฎี-วัยเด็กตอนกลาง เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 8). โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ศุภรัตน์ เอกอัศวิน, และจอมสุรางค์ โพธิสัตย์. (2560). ความชุกของประสบการณ์รังแกและโรคร่วมจิตเวชในนักเรียนไทย. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 25(2), 96-106.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2567). ผลการประเมิน PISA 2022 : บทสรุปสำหรับผู้บริหาร. https://pisathailand.ipst.ac.th/pisa2022-summary-result/
อรพินทร์ ชูชม. การวิจัยกึ่งทดลอง Quasi – Experimental Research. http://bsris.swu.ac.th/journal/150952/file/1.pdf.
Balayan, K. & Verma, M. (2021) Understanding Bullying: Roles, Types, Gender Difference and Effect on Mental Health. The International Journal of Indian Psychology. 9(3), 2216-2223.
Centre for Education Statistics and Evaluation. (2017). Anti-bullying interventions in schools-what works?. https://education. nsw.gov.au/content/dam/main-education/about-us/ educational-data/cese/2017-anti-bullying-interventions-in-schools.pdf
Glew, G., Rivara, F., & Feudtner, C. (2000). Bullying: children hurting children. Pediatrics in review, 21(6), 183-190.
Hamburger, M. E., Basile, K. C., & Vivolo, A. M. (2011). Measuring Bullying Victimization, Perpetration, and Bystander Experiences : A Compendium of Assessment Tools. https://www.researchgate.net/publication/50844676_ Measuring_Bullying_Victimization_Perpetration_and_Bystander_Experiences_A_Compendium_of_Assessment_Tools
Hawker, D. S. J., & Boulton, M. J. (2000). Twenty years’ research on peer victimization and psychosocial maladjustment: A meta-analytic review of cross-sectional studies. Journal of Child Psychology and Psychiatry, 41(4), 441-455.
Hunt, M, H., Meyers, J., Jarrett, O., & Neel, J. (2013). Student Survey of Bullying Behavior: Preliminary Development and Results from Six Elementary Schools. https://schoolsafety. education.gsu.edu/wp-content/blogs.dir/277/files/2013/10/ SSBB_FINAL_FINAL_FINALtulip.pdf
Hymel, S., & Swearer, S. M. (2015). Four decades of research on school bullying: An introduction. American Psychologist, 70(4), 293-299.
Kartal, H. (2008). Bullying prevalence among elementary students. Journal of Education, 35, 207-217.
Office of Juvenile and Delinquency Prevention. (2013). Literature review A product of the Model Programs Guide. https://www.ojjdp.gov/mpg/litreviews /Bullying.pdf.
Piaget, J. (1952). The Origins of Intelligence in Children. https://www.bxscience.edu/ourpages/auto/2014/11/16/50007779/Piaget%20When%20Thinking%20Begins10272012_0000.pdf
Roberts, W. B., Jr., & Morotti, A. A. (2000). The bully as victim: Understanding bully behaviors to increase the effectiveness of interventions in the bully–victim dyad. Professional School Counseling, 4(2), 148-155.
Sokantat, N., Kanyajit, S., Poonyarith, S., Thanyasiri, P. & Unmarerng, N. (2021). Thai culture: The Foundation of school bullying. International Journal of Criminal Justice Science, 16(2), 369-384.
The United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization. (2019). Behind the numbers: Ending school violence and bullying. https://www.unicef.org/media/66496/ file/Behind-the-Numbers.pdf
Wolke, D., Woods, S., Bloomfield, L., & Karstadt, L. (2000). The association between direct and relational bullying and behaviour problems among primary school children. Journal of Child Psychology and Psychiatry, 41(8), 989-1002.