ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตต่อความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจของบุคลากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ศูนย์อนามัยที่ 8 อุดรธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตต่อความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจของบุคลากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ศูนย์อนามัยที่ 8 อุดรธานี โดยเปรียบเทียบความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และเปรียบเทียบความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
วิธีการศึกษา : การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ศูนย์อนามัยที่ 8 อุดรธานี จำนวน 62 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 31 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต ซึ่งมุ่งพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ได้แก่ การเข้าถึงและประเมินข้อมูลด้านสุขภาพจิต การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิต การพัฒนาความคิดเชิงบวก การปรับวิธีคิดและการจัดการอารมณ์ การเผชิญและจัดการความเครียด ตลอดจนการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลตนเองและการดำเนินชีวิต ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และแบบวัด ความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .88 และ 1.00 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-test ในการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม
ผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่า หลังได้รับโปรแกรม บุคลากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกลุ่มทดลองมีคะแนน ความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < .01 และมีคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < .01 ทั้งนี้ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตช่วยให้บุคลากรมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิตของตนเองเพิ่มขึ้น สามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลด้านสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสม มีทักษะในการตระหนักรู้และจัดการอารมณ์ พัฒนาความคิดเชิงบวก ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเมื่อเผชิญปัญหา สามารถจัดการกับความเครียดและสถานการณ์กดดันจากการทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมความเชื่อมั่น ความภาคภูมิใจในตนเอง และการนำทักษะดังกล่าวไปใช้ในการดูแลสุขภาพจิตของตนเองในชีวิตประจำวัน
สรุป : โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตมีประสิทธิผลในการเพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองด้านจิตใจของบุคลากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยช่วยเสริมสร้างทั้งความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการจัดการอารมณ์และความเครียด ตลอดจนการปรับวิธีคิดและการเผชิญปัญหาอย่างเหมาะสม จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของบุคลากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหน่วยงานสาธารณสุขได้
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์แล้ว เป็นลิขสิทธิ์ของสมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทย
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต. (2563). แนวทางการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตในชุมชน. กระทรวงสาธารณสุข.
กรมสุขภาพจิต. (2565). คู่มือการดูแลสุขภาพจิตตนเองสำหรับประชาชน. กระทรวงสาธารณสุข.
ศุภวรรณ ธนุภาพรังสรรค์, และ มาลีวัล เลิศสาครศิร. (2562). ผลของโปรแกรมการฝึกสติและสมาธิบำบัดต่อความสามารถในการเผชิญปัญหาและความสงบทางจิตใจของประชาชนกลุ่มเสี่ยง. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 33(2), 45-58.
สุวรรณา เรืองกาญจน์. (2561). ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของประชาชนในเขตชนบท. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 48(3), 210-222.
อรทัย พรหมมา, และ กิตติพร วัฒนกุล. (2564). ความเข้มแข็งทางใจกับการปรับตัวของบุคลากรสาธารณสุขในสถานการณ์วิกฤต. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 31(1), 89-102.
Grotberg, E. H. (1999). Countering depression with the five building blocks of resilience. Reaching Today’s Youth, 4(1), 66-72.
Jorm, A. F. (2006). Mental health literacy: Public knowledge and beliefs about mental disorders. British Journal of Psychiatry, 177(5), 396-401.
Jorm, A. F. (2012). Mental health literacy: Empowering the community to take action for better mental health. American Psychologist, 67(3), 231-243.
Jorm, A. F., Korten, A. E., Jacomb, P. A., Christensen, H., Rodgers, B., & Pollitt, P. (1997). Mental health literacy: A survey
of the public’s ability to recognise mental disorders and their beliefs about the effectiveness of treatment. Medical Journal of Australia, 166(4), 182-186.
Kabat-Zinn, J. (1990). Full catastrophe living: Using the wisdom of your body and mind to face stress, pain, and illness. Delta.
Masten, A. S. (2014). Ordinary magic: Resilience in development. Guilford Press.
World Health Organization. (2013). Mental health action plan 2013-2020. WHO Press.